ผ่าประเด็นร้อน

       

       ข่าวอาวุธสงครามประเภทลูกยิงระเบิดอาร์พีจีจำนวนกว่า 30 ลูก กระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 8 พันนัด และกระสุนอาร์ก้าอีกจำนวนหนึ่ง โดยอาวุธดังกล่าวถูกขโมยไปจากค่ายทหาร ศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี เมื่อกลางดึกวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รวมทั้งนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ยอมรับข่าวดังกล่าวและสั่งให้มีการสอบสวนหาคนร้ายภายใน 7-8 วัน โดยมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือคนใน หรือ “เกลือเป็นหนอน” ซึ่งหมายความว่าต้องเป็น “ทหาร” ด้วยกันเองอย่างแน่นอน

       

       เชื่อว่าหลายคนในสังคมที่ได้รับรู้ข่าวนี้จะมีหลากหลายอารมณ์ระคนกัน ทั้งเห็นว่า “ห่วยแตก” หวาดกลัว โกรธ ฯลฯ เพราะก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าอาวุธที่หายไปดังกล่าวอยู่ในค่ายทหารที่รับรู้กันว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดในลักษณะ “เขตทหารห้ามเข้า” ซึ่งมันก็ต้องเป็นแบบนั้นเพราะนี่คืออาวุธสงครามร้ายแรง

       

       อย่างไรก็ดีเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแบบนี้ก็ต้องมีการสอบสวนหาความจริงว่าใครเป็นคนเอาไป และเอาไปได้อย่างไร ขณะเดียวกันจะต้องมีคนที่รับผิดชอบ และจะต้องพิจารณาว่ามีใครบ้าง

       

       ต้องยอมรับว่ากรณีดังกล่าวมีความพยามบิดบังไม่ให้สังคมภายนอกได้รับรู้ แต่ในที่สุดเรื่องก็เกิดแดงขึ้นมาจนต้องมีการสั่งให้มีการสอบสวนและหาคนรับผิดชอบขึ้นมาภายหลัง

       

       ขณะเดียวกันหากตั้งข้อสังเกตอีกแง่มุมหนึ่งจะพบว่าวันเกิดเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน และบังเอิญว่าเกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 กันยายน ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร และเกิดขึ้นก่อนการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ต้องการจัดงานครบรอบ 4 เดือนของการถูกสลายการชุมนุมจากการก่อเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมาด้วย

       

       แม้ว่าในเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปเชื่อมโยงกันได้ เพราะต้องรอผลการสอบสวนให้ชัดเจนเสียก่อน อีกทั้งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายก็ไม่ควรไปปรักปรำใครล่วงหน้า

       

       หากกล่าวสำหรับ ศูนย์สงครามพิเศษ ดังกล่าวขื้นตรงต่อหน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยบังคับบัญชากำลังรบพิเศษทั้งหมด ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ไม่ธรรมดา” และการแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดก็ต้อง “พิเศษ” ตามไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาถือว่า “ขึ้นตรง” ต่อ ผู้บัญชาการทหารบก นั่นย่อมหมายความว่าต้องได้รับความไว้วางใจอย่างใกล้ชิดอย่างแน่นอน

       

       แต่คำถามก็คือเมื่อทุกอย่าง “พิเศษ” ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์ “ปล้น” กันในค่ายทหารแบบนี้ หากพิจารณาอีกมุมหนึ่งถือว่ามาตรการในการรักษาความปลอดภัยล้วน “หละหลวม” ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องตั้งคำถามควบคู่กันไปก็คือหาก “เกลือเป็นหนอน” ก็อาจจะหวังผลได้สองอย่างคือหนึ่ง เป็นฝีมือของ “ทหารแตงโม” และสองนำอาวุธเหล่านั้นไปก่อการร้าย ซึ่งผลจากการลงมือดังกล่าวล้วนมุ่งดิสเครดิตกับผู้บังคับบัญชาไล่ขึ้นไปตั้งแต่ผู้บังคับหน่วย ไปจนถึงผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และระดับสูงสุดคือ รัฐบาล เหมือนกับการตบหน้าในลักษระที่ว่าแม้แต่ค่ายทหารยังรักษาอาวุธเอาไว้ไม่ได้

       

       สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกประการหนึ่งก็คือ หน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ ที่ถือว่าอยู่ในเขตทหารและมีอาวุธถูกขโมยในคลังแสง ว่าเป็นสิ่งเกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อแล้ว แต่ถ้าพลิกย้อนกลับไปดูตัวบุคคลที่เป็นทหารที่สังกัดในหน่วยงาน “พิเศษ” เหล่านี้ และในยุคที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคนเดียวกันนี้ ก็ยังมาเกี่ยวข้องกับกรณี “ล่าสังหาร” เมื่อเดือนเมษายน 2552 ในคดีลอบสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการออกหมายจับผู้ต้องหาที่เป็นทหารหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ คือ จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา และจากกรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ ลพบุรี ซึ่งจนบัดนี้ยังหายเข้ากลีบเมฆ

       

       เมื่อมาปะติดปะต่อกับเหตุการณ์ขโมยอาวุธที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุด ที่มีข่าววงในระบุว่าอาวุธที่หายไปล้วนเป็นอาวุธที่ในภาษาทหารเรียกว่า “อาวุธนอกอัตรา” ซึ่งหมายถึงปืนและอาวุธที่ไม่อยู่ในสารบบใช้สำหรับภารกิจ “ลับพิเศษ” มันยิ่งทำให้น่าหวาดหวั่นมากขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เกิดภาพลบต่อเนื่อง และสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระดับผู้บังคับบัญชาได้อย่างดี

       

       ดังนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการนอกเหนือจากการสอบสวนหาข้อเท็จจริง หาตัวคนร้ายและต้องตามหาอาวุธร้ายแรงที่หายไปกลับคืนมาสู่การควบคุมของทางการโดยเร็วที่สุดแล้ว กรณีที่เกิดขึ้นยังต้องถามหาความรับผิดชอบโดยเฉพาะระดับผู้บังคับบัญชาที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะในเบื้องต้นถือว่าไร้ประสิทธิภาพในการควบคุม

       

       ส่วนจะถึงขั้นระดับใดบ้างก็ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนตามลำดับชั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าได้สะท้อนประสิทธิภาพ และทำลายภาพลักษณ์ลงไปไม่น้อย !!






ที่มา : manager Online


0 comments

Post a Comment