เปิดโผสำรวจโบนัส และการปรับเงินเดือนประจำปี พบกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ และยานยนต์ อู้ฟู่ ตามยอดขายปีนี้ที่พุ่งกระฉูด ยักษ์ใหญ่คอนโด แอล.พี.เอ็น ครองแชมป์ จ่าย 10 เดือนครึ่ง ขณะที่อันดับหนึ่งค่ายรถยนต์โตโยต้า 6.05 เดือน

สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการสำรวจ การปรับเงินเดือน และการจ่ายโบนัสของบริษัทเอกชนล่าสุด โดยระบุว่าในปี 2553-2554 ภาคเอกชนมีการปรับเงินเดือนจำนวน 62% ส่วนที่ไม่มีการปรับเงินเดือนมี 38% โดยจะปรับเงินเดือนเฉลี่ยทุกกลุ่มธุรกิจประมาณ 5.42 % ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนตามการพิจารณาผลงานสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี, พลาสติก, แก๊ส,ปิโตรเลียม ปรับขึ้นเฉลี่ยที่ 5.3% อันดับ 2 กลุ่มก่อสร้าง, วัสดุก่อสร้าง, อสังหาฯ 5.27 % และอันดับ 3 กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 5.19% 

ขณะที่การจ่ายโบนัสคงที่ และโบนัสผันแปร เฉลี่ยอยู่ที่ 2.34 เดือน โดย 3 อันดับแรกได้แก่ 1.กลุ่มโลหะและเหล็ก 3.75 เดือน 2.กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 3.10 เดือน 3.กลุ่มก่อสร้าง,วัสดุก่อสร้าง, อสังหาฯ, การขนส่ง,พลาสติก, เคมี, ยาง, ปิโตรเลียม 2.50 เดือน- ทั้งนี้หากเจาะลึกกันรายธุรกิจแล้ว พบว่า กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ที่มียอดขายทะยานตัวสูงในปีนี้ มีการปรับเงินเดือน และจ่ายโบนัสค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ เช่น บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จ่ายโบนัสสูงสุด 10.5 เดือน,บริษัท เอส.ซี.แอสเสท คอร์ปอเรชั่นโบนัส 7-8 เดือน และ ศุภาลัย จ่ายโบนัส 5-10 เดือนขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มียอดขายถล่มทลายในปีนี้ ก็มีการจ่ายโบนัสสูงเช่นกัน โดย บริษัท โตโยต้า(ประเทศไทย) จำกัด จ่ายโบนัสสูงสุด 6.05 เดือน รองมาคือบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิลประเทศไทย จำกัด จ่ายโบนัส 6 เดือน และบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด จ่ายโบนัส 6 เช่นกัน


Click here to Read more...

       กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศประจำวันพุธที่ 10 พฤศจิกายน 2553 พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

       

        ภาคเหนือ อากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศา อุณหภูมิต่ำสุด 16-20 องศา สำหรับบริเวณยอดดอย อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

       

        ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น กับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศา อุณหภูมิต่ำสุด 16-21 องศา สำหรับบริเวณยอดภู อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-14 องศา โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

       

        ภาคกลาง อากาศเย็น กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-14 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

       

        ภาคตะวันออก อากาศเย็นทางตอนบนของภาค กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัด จันทบุรี และตราด ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

       

        ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

       

        ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณจังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21 องศา สูงสุด 31 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

       

        กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น กับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศา อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.




ที่มา : manager Online


Click here to Read more...

       ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ช่วงที่พม่าออกมาเลือกตั้ง โดยระบุว่า เป็นเวลาเนิ่นนานเกินไปที่ประชาชนชาวพม่าไม่ได้รับสิทธิให้ตัดสินอนาคตของพวกเขาเอง เช่นเดียวกับนายวิลเลียม เฮก รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งของพม่าครั้งนี้ หมายถึงการคืนอำนาจกลัมไปยังระบบกดขี่ ทั้งนี้คาดการณ์ว่า 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่ฝักใฝ่รัฐบาลทหารชุดปัจจุบันจะได้รับเลือกตั้งเข้าสภามามากที่สุด โดยเฉพาะพรรคเอกภาพแห่งสหภาพและการพัฒนา หรือ ยูเอสดีพี ที่รัฐบาลทหารพม่าให้การหนุนหลังอยู่




ที่มา : Manager Online

Click here to Read more...

       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการปาฐกถาเรื่อง "ก้าวต่อไปของการปฏิรูประบบวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน" ที่อาคารรัฐสภา 2 โดยยอมรับว่า สภาพปัญหาด้านการวิจัยในเชิงปริมาณซึ่งขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณ โดยสัดส่วนของนักวิจัยมีปริมาณ 3.39 คนต่อประชากร 10,000 คน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนา ขณะที่งบประมาณที่ใช้ในการสนับสนุนการวิจัยนั้น มีเพียงร้อยละ 0.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ หรือจีดีพี ซึ่งรัฐบาลจะต้องเดินหน้าผลักดันงบประมาณสำหรับการวิจัยให้ถึงร้อยละ 1 ของจีดีพี พร้อมกับสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งกว่า 12,000 ล้านบาท

        ทั้งนี้ นอกจากส่งเสริมด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาการวิจัย และมุ่งเน้นสร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชนให้มีศักยภาพด้านการค้นคว้า การวิจัย เนื่องจากเอกชนมีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และรู้ถึงความต้องการงานวิจัยในสาขานั้นๆ ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่รวบรวมฐานข้อมูลงานวิจัย เพื่อให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย พร้อมทั้งส่งเสริมนักวิจัยภาครัฐให้สามารถประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้

        ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีเปิดโอกาสให้นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษาประธานกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติแห่งการบรมราชาภิเษก ปีที่ 60 นำนายไทเกอร์ วูดส์ นักกีฬากอล์ฟระดับโลก เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย




ที่มา : Manager Online

Click here to Read more...

       สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.สุราษฎร์ธานี ล่าสุด นายณัฐจักร ภู่ประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มงานอุตุนิยมวิทยา อุทกพระแสง ออกประกาศเตือนประชาชนริมฝั่งแม่น้ำตาปี ระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่งแล้ว เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำตาปีที่ อ.พระแสง เพิ่มระดับขึ้นถึงขั้นวิกฤตแล้ว และยังมีน้ำสะสมทางตอนเหนือ อ.พระแสง ไหลลงมาสมทบอีก คาดว่าระดับน้ำในแม่น้ำตาปีจะเพิ่มสูงขึ้นรวดเร็ว นอกจากนั้น ปริมาณน้ำฝนเหนือลุ่มน้ำ ที่ส่งผลต่อระดับน้ำในแม่น้ำตาปี ยังวัดได้ 219.9 มิลลิเมตร

        ส่วนที่ อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ระดับน้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจาก จ.นครศรีธรรมราช ก่อนระบายลงสู่ทะเล






ที่มา : manager Online.

Click here to Read more...

       “หน่อย” บ่นคิดถึงงานในวงการบันเทิง แต่ตอนนี้ขอเลือกเลี้ยงลูก “น้องคุน-น้องจุน” ก่อน บอกลูกชายคนโตกำลังอยู่ในวัยก็อปปี้พ่อแม่ และน้อยใจที่ให้ความสำคัญน้องคนเล็กมากกว่า เผยมีงานทาบให้ถ่ายแบบทั้งครอบครัวเข้ามา แต่ปฏิเสธเพราะ "เคน" หวงลูก พร้อมลั่นขอปิดอู่ถาวร

       

       ห่างหายจากงานละครไปนาน เพื่อทำหน้าที่คุณแม่ลูกสองอย่างเต็มที่ สำหรับดาราสาว “หน่อย บุษกร วงศ์พัวพันธ์" ภรรยาสุดที่รักของพระเอกสุดหล่อ “เคน ธีรเดช” ที่ตอนนี้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการเลี้ยงดูลูกชาย 2 หน่อทั้ง “น้องคุน คุนนธรรม และ น้องจุน ธิปไตย” จนไม่มีเวลาว่างปลีกตัวมาลงละครได้ โดยคุณแม่ยังสาวแอบบ่นคิดถึงวงการไม่น้อย แต่ยังไงการเลี้ยงดูลูกก็ต้องมาก่อน

       

       “เรื่องงานละครตอนนี้ก็คิดถึง (ลากเสียง) ก็ติดตามดูละครคนอื่นเขาเล่นกัน จริงๆ ก็พอมีติดต่อเข้ามาบ้าง ก็ปฏิเสธไปแล้วเพราะทางค่ายรู้ว่าเราเอาลูกก่อน ลูกยังเล็กอยู่ ตอนนี้ทุ่มเทการเลี้ยงลูกเต็มที่เพราะต้องให้นมน้องเอง ก็อยากจะอยู่กับเขา น้องคุนก็กำลังตามก็อปปี้ทำตามพ่อแม่ว่าทำอะไรยังไง ตอนนี้น้องคุน 2 ขวบกับเดือนกว่าๆ แล้ว ซนมาก(ลากเสียง) พูดเก่งมาก ดังนั้นก็ตอบไม่ได้จริงๆ ว่าอีกนานแค่ไหนจะกลับมารับงาน ก็คืออยากจะเล่นละครอยากมีงาน แต่จิตใจที่ห่วงลูกมันมีมากกว่า ก็เอาเวลาให้ลูกก่อน มันเป็นเวลาที่เด็ก 1-3 ขวบกำลังซึมซับ ส่วนน้องจุนแค่ 3 เดือนเอง ก็คงอีกนาน”

       

       แย้มลูกชายคนโตน้อยใจที่ตนอยู่กับลูกคนเล็กมากกว่า จึงต้องพยายามแบ่งเวลาให้เท่าๆ กัน

       

       “น้องคุนก็อยากเล่นกับน้องนะ ก็มีเข้ามาเล่นๆ แต่ยังเล่นไม่เป็น ยังไม่รู้จังหวะ บางทีเขาจะเล่นแรงกระโดดทับน้องไปทั้งตัวบ้าง (หัวเราะ) เราก็โอ๊ย (หัวเราะ) ตายแล้ว เบาๆ ลูก เขาก็อยากเล่นมาหอมๆ น้อง และเขาก็มีแอบน้อยใจบ้าง เพราะเราเองอยู่กับน้องจุนตลอด เขาก็จะเดินมามองแล้วก็เดินไปเล่นอีกห้องนึง ซึ่งเราก็คงต้องใช้วิธีพอให้นมน้องจุนเสร็จ ก็ต้องเดินไปเล่นกับน้องคุนเลย เขาก็พอรู้เรื่องแล้ว แต่เขาอยากให้เราไปอยู่กับเขามากกว่า เขาก็คงคิดว่าพอมีน้องแล้วทำไมเราถึงอยู่กับน้องตลอด เพราะเด็กเขาอาจไม่เข้าใจ ถามว่าใครเลี้ยงง่ายกว่ากัน บอกเลยว่าน้องจุนเลี้ยงง่ายกว่าเยอะเลย เรามีประสบการณ์แล้วไงเลยสบาย”

       

       “เราเองก็พาน้องคุนไปหาพ่อเขาที่กอง รหัสทรชน บ้าง เขาก็ไปถือวอผู้กำกับแล้วก็สั่งคัท (หัวเราะ) งานของคุณพ่อน้องคุนก็ได้ดูบ้าง อย่างตอนที่เคนเล่นละครเรื่อง วิวาห์ว้าวุ่น กับ ชมพู่ (อารยา เอฮาร์เก็ต) แล้วชมพู่ชกพ่อเขา เขาก็เดินไปที่ทีวีบอกถอยไปๆ (หัวเราะ) ตลกดี เราก็นั่งขำๆ แต่ว่าเรื่อง 365 วันฯเขายังไม่ได้ดู ส่วนงานของหน่อยเองเขาก็เคยเห็นในโฆษณา ก็จะแบบแม่ๆๆมาแล้ว”

       

       เผยมีหนังสือแฟชั่นติดต่อให้ถ่ายแบบทั้งครอบครัว แต่ต้องปฏิเสธไปเพราะ "เคน" หวงลูก พร้อมลั่นขอปิดอู่แบบถาวร

       

       “แฟชั่นทั้งครอบครัวคงยังมั้ง เคนหวงลูก เขาก็มีติดต่อมานะ แต่ตอนนั้นน้องคุนยังเด็ก สั่งอะไรไม่ได้ และใช่ว่าตอนนี้จะสั่งได้แล้ว จะทำตามหรือเปล่า (หัวเราะ) ก็กำลังต่อต้านนิดนึง ส่วนเรื่องมีน้องคนต่อไป (หัวเราะ)ถามอะไรอย่างนั้น พอแล้วค่ะ”





ที่มา : Manager Online

Click here to Read more...

       นายธานี สามารถกิจ ผู้ว่าราชการ จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.ปทุมธานี ขณะนี้ทำให้ประชาชนอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง เพราะผ่านพ้นน้ำขึ้นสูงสุดแล้วเมื่อวานนี้ แต่ยังคงต้องเร่งระบายน้ำและเสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำ ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ให้สูงขึ้นอีกกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อรับปริมาณน้ำที่คาดว่าจะสูงขึ้นอีก 20 เซนติเมตร ช่วงวันที่ 6-11 พฤศจิกายน จึงแจ้งเตือนประชาชนระมัดระวังด้วย นอกจากนี้ยังสั่งการนายอำเภอ แจกจ่ายสิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะจุดที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ


        สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปใน จ.ปทุมธานี ไม่มีฝนตกหนัก ชาวบ้านเร่งบรรจุกระสอบทรายเสริมคันกั้นน้ำ ส่วนชุมชนวัดโบสถ์ ต.บ้านกลาง ชาวบ้านยังต้องใช้เรือสัญจรไปมา เนื่องจากน้ำท่วมขังหลายสัปดาห์ แต่สามารถระบายน้ำออกได้ระดับหนึ่งแล้ว


        ขณะที่หลายโรงเรียนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ยังคงปิดการเรียนการสอนเนื่องจากมีน้ำท่วมขัง และกำหนดเปิดเรียน วันที่ 1 พฤศจิกายน แต่ทั้งนี้ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะสามารถเปิดเทอมได้ตามปกติหรือไม่






ที่มา : Manager Online

Click here to Read more...

สตม.แถลงจับผู้ร้ายข้ามแดนชาวอังกฤษ หลังก่อเหตุข่มขืนลูกเลี้ยงในอังกฤษนานถึง 8 ปี ก่อนหนีเข้าไทย หลังลูกเลี้ยงหนีออกจากบ้านและแจ้งจับ สารภาพข่มขืนจริง

       

       วันนี้ (28 ต.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ ผบช.สตม. พล.ต.ต.มล.พันธ์ศักดิ์ เกษมสันต์ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.มนู เมฆหมอก ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.1 บก.สส.สตม. พร้อมเจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม.ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม นายโรเจอร์ สโตน หรือโรเจอร์ แอชลีย์ ซิดนีย์ สโตน อายุ 65 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 194/2553 ลงวันที่ 9 มี.ค.53 ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและใช้กำลังประทุษร้าย (ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน)

       

       พล.ต.ท.วิบูลย์เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้แจ้งมายัง บก.สส.สตม.ให้ช่วยจับกุมตัวนายโรเจอร์ สโตน หลังจากก่อเหตุใช้กำลังข่มขืน กักขัง และข่มขู่ น.ส.โรส (นามสมมติ) ชาวอังกฤษ วัย 30 ปี ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของตัวเอง เป็นเวลานานถึง 8 ปี ในช่วงที่ผู้เสียหายอายุ 8-15 ปี แต่หลังจากนั้น น.ส.โรสได้ตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อไปตามหาพ่อที่แท้จริง พร้อมทั้งแจ้งความจับนายโรเจอร์ สโตน เอาไว้แล้ว แต่เจ้าตัวได้หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อปี 48

       

       พล.ต.ท.วิบูลย์กล่าวต่อว่า ต่อมาศาลไทยได้ออกหมายจับนายโรเจอร์ เอาไว้เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม.จึงไทำการสืบสวนเพื่อจับกุม พร้อมทั้งตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางด้านการเงินของนายโรเจอร์ จนกระทั่งพบว่ามีเงินถูกโอนจากบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาเซ็นทรัลซิตี้ บางนา, สำโรง และสะพานเหลือง เข้าบัญชีธนาคาร ABBEY NATIONAL ของนายโรเจอร์ในประเทศอังกฤษ เป็นประจำทุกเดือน นอกจากนี้ยังมีเงินถูกโอนเข้าบัญชีคนไทยอีกด้วย

       

       พล.ต.ท.วิบูลย์กล่าวต่อว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงติดตามหาคนไทยเจ้าของบัญชีธนาคารดังกล่าว จนได้ข้อมูลว่านายโรเจอร์ สโตน พักอาศัยอยู่ในห้องพักเลขที่ 613 อาคารพาร์คแลนด์คอนโด ตึก 8 ถนนบางนา-ตราด แขวงและเขตบางนา ก่อนควบคุมตัวมาสอบปากคำ โดยเบื้องต้นเจ้าตัวให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุข่มขืนลูกเลี้ยงจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและใช้กำลังประทุษร้าย ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม.ดำเนินคดีต่อไป





ที่มา : Manager Online

Click here to Read more...

       สมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศส ซึ่งประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ลงมติรับรองร่างกฎหมายยืดอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 62 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูประบบบำนาญ ด้วยคะแนนเสียง 336 ต่อ 233 เสียง โดยนายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดี จะลงนามกฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้เดือนหน้า (ธ.ค.) ขณะที่สหภาพฯ นัดเดินขบวนประท้วงคัดค้านครั้งใหญ่วันนี้






ที่มา : Manager Onlinet

Click here to Read more...





“พอล” ปลาหมึกจอมฟันธงศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ แอฟริกาใต้ เสียชีวิตแล้ว จากการเปิดเผยข่าวเศร้าของ ซี ไลฟ์ อควอเรียม เมืองโอเบอร์เฮาเซน ประเทศเยอรมนี เผยจะฝังศพและตั้งอนุสรณ์เพื่อให้ระลึกถึง

       

        ปลาหมึก ที่เกิดในอังกฤษ ก่อนจะย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่ ซี ไลฟ์ อควอเรียม ในเมืองโอเบอร์เฮาเซน ประเทศเยอรมนี ฟันธงศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ แอฟริกาใต้ รูดม่านปิดฉากด้วยตำแหน่งแชมป์ของ สเปน ถูก 100 เปอร์เซนต์ 8 แมตช์รวด รวมถึงเกมนัดชิงชนะเลิศ “กระทิงดุ” เอาชนะ ฮอลแลนด์ 1-0 โดยใช้วิธีเลือกกินหอยในกล่องที่มีธงทีมที่จะผ่านเข้ารอบ ล่าสุด เสียชีวิตลงตามธรรมชาติตามวงจรชีวิตประมาณ 2 ปีครึ่ง

       

        แถลงการณ์ของ อควอเรียม เผยว่า “เหล่าผู้ดูแลและทีมงานของ ซี ไลฟ์ อควอเรียม พบว่า พอล เสียชีวิตเมื่อคืนที่ผ่านมา” ส่วน สเตฟาน พอร์โวลล์ ผู้จัดการ อควอเรียม เผยว่า “พอล คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกทายผลการแข่งขันแมตช์ เยอรมนี ลงแข่งถูกทั้งหมดรวมถึงนัดชิง มันทำให้ตัวเองกลายเป็นประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของฟุตบอลโลก”

       

        พอร์โวลล์ กล่าวอีกว่า “เราอาจจะฝัง พอล อยู่ภายในส่วนของพื้นที่อควอเรียม รวมถึงอาจจะตั้งอนุสรณ์ให้กับมัน ถือเป็นสิ่งที่ท้องทะเลและธรรมชาติสร้างขึ้น แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ว่ามันก็สร้างความคลั่งไคล้และน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเลยทีเดียว”





ที่มา : manager Online

Click here to Read more...

       จากเหตุการณ์ฝนตกหนักติดต่อกันส่งผลให้พื้นที่ 2 หมู่บ้านใน ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ น้ำจากลุ่มน้ำแม่ขานได้เอ่อล้นท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชน

        นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ นายอำเภอแม่วาง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งออกให้การช่วยเหลือประชาชน และอพยพประชาชนไปอยู่ในที่สูง ทั้งนี้น้ำจากลุ่มน้ำแม่ขานได้เอ่อท่วมตลิ่ง โดยล่าสุดได้แจ้งเตือนต่อไปยัง อ.สันป่าตอง และ อ.ดอยเต่า พื้นที่รับน้ำขาน เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ด้วย

        สำหรับเรื่องดังกล่าว หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ได้สั่งการให้นายประจญ ปรัชญ์สกุล หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงใหม่ ให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วน

        ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ได้เกิดน้ำล้นตลิ่งน้ำห้วยแม่หาด ที่หมู่ 2 บ้านห้วยไร่ หมู่ 3 บ้านดอยเต่า หมู่ 10 บ้านดอยเต่าใต้ ต.ดอยเต่า อ.ดอยเต่า เช่นเดียวกับที่หมู่ 1 บ้านปงตำ หมู่ 2 บ้านท่า หมู่ 3 บ้านปางควาย ต.พงตำ หมู่ 3 บ้านหนองบัว ต.หนองบัว และหมู่ 3 บ้านศรีดงเย็น ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ความเสียหายอยู่ระหว่างการสำรวจ





ที่มา : Manager Online



Click here to Read more...

California police find missing 3-year-old boy

Posted by Head Hunter | 10/18/2010 05:58:00 PM | , , , , , | 0 comments »

A 3-year-old California boy who was the subject of an Amber Alert has been found safe and sound, authorities said Sunday night.


The boy, Dylan Kurihara, had been missing since Saturday after he attended a wedding with his father,


A man who had heard about the missing boy found Dylan in a car in a parking deck about 10:40 p.m. Sunday, said Chief Phillip Sanchez of the Pasadena Police Department.


"The great news here is that he was in his car seat. He was asleep at the time we found him. He's in good shape," Sanchez told reporters.


Dylan and his father had gone to a wedding Saturday night, reported CNN affiliate KABC. When he did not return home, his mother reported him missing to police Sunday morning.


Police began their investigation and discovered the father had been arrested about 10:30 p.m. Saturday for public intoxication.


"The father, identified as Joe Kurihara, does not recall being with the child due to his level of intoxication," police said at the time. "He was on foot at the time of his arrest and officers did not know that he was in charge of the child."


Police then sought public assistance in finding the boy.


Authorities have not determined whether they will file additional charges against Dylan's father.


ref : CNN

Click here to Read more...

       สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานในวันนี้ว่า ประธานาธิบดีเซบาสเตียน พิเนรา ของชิลี เปิดเผยว่า การช่วยเหลือคนงานเหมืองซึ่งติดอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน จำนวน 33 คน เป็นเวลา 68 วัน จะเริ่มต้นในเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 06.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย

        โดยการช่วยเหลือนั้น จะมีการส่งแคปซูลขนาดกว้าง 53 เซ็นติเมตร ลงไปตามช่องที่ถูกขุดเจาะไว้ เป็นระยะทาง 622 ฟุต และคาดว่า อาจจะต้องใช้เวลาในการลำเลียง ทั้ง 33 คน เสร็จสิ้นภายใน 48 ชั่วโมง

        ขณะที่สื่อท้องถิ่นของชิลี รายงานว่า ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อคนที่จะขึ้นมาเป็นคนแรก แต่คาดว่า จะเป็น นายฟลอเรนซิโอ อวาลอส เนื่องจากได้รับการร้องขอจาก มาเรีย ซิลวา และอัลแบร์โต อวาลอส แม่ และลุงของเขา ส่วนคนต่อไปจะเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพ

        ล่าสุด นายลอว์เรนซ์ โกลเบิร์น รัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่ชิลี เปิดเผยว่า ปฏิบัติการช่วยเหลือ จะเลื่อนออกไปอีก 2 ชั่วโมง เป็น 22.00 น. ตามเวลาในท้องถิ่น ประมาณ 08.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย

        ทั้งนี้ ภายหลังจากได้รับการช่วยเหลือขึ้นสู่ภาคพื้นดินแล้ว คนงานเหมืองทั้งหมดจะถูกพาตัวไปยังจุดคัดแยกผู้ป่วย ก่อนที่จะได้พบกับครอบครัว และส่งตัวไปรับการรักษาฟื้นฟูต่อที่โรงพยาบาล ในเมืองโคเปียโป ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน โดยได้มีการเตรียมทีมแพทย์ และพยาบาล คอยดูแล้วเรียบร้อยแล้ว

        สำหรับทีมกู้ชีวิตคนงานเหมือนในครั้งนี้ มีวิศวกรชาวไทย ถูกเลือกให้เข้าร่วมทีมด้วย จำนวน 2 คน









ที่มา : Manager Online

Click here to Read more...

       พล.ต.ต.วิบูลย์ ปรองดอง เลขานุการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เปิดเผยว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ภายหลัง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เสนอให้มีการเลื่อนการประชุมจากเดิมวันที่ 8 ตุลาคม เป็นวันที่ 15 ตุลาคม 2553 นั้น จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งว่าจะขอเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงกำหนดการเดิมจาก วันที่ 15 ตุลาคม แต่อย่างใด โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นการประธานการประชุม แทนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธาน ก.ตร.ซึ่งได้ลาออกจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้

        สำหรับวาระการประชุมที่น่าสนใจ คือการพิจารณาการแต่งตั้งนายพล ในตำแหน่งระดับผู้บังคับการ (ผบก.) ถึงรองผู้บัญชาการ(รอง ผบช.) วาระประจำปี 2553 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่คณะกรรมการ ก.ตร.ขออนุมัติขยายเวลาการแต่งตั้งไว้

        อย่างไรก็ตาม สำหรับการแต่งตั้งครั้งนี้ มีตำแหน่งระดับรอง ผบช.และ ผบก.ต้องพิจารณาจำนวนทั้งสิ้น 67 ตำแหน่ง และคาดว่าจะโยกย้ายสับเปลี่ยนอีกกว่า 100 ตำแหน่ง ส่วนการพิจารณาวาระอื่นๆ นั้น เลขานุการ ก.ตร. ระบุว่า จะมีความชัดเจนในพรุ่งนี้


Click here to Read more...

       “พจน์ อานนท์” เปิดแถลงข่าวยอมรับทะเลาะกับ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ก่อนที่ซูเปอร์สตาร์คนดังจะซัดยานอนหลับ เหตุเพราะแนะนำให้ฟ้อง “แอนนี่” ก็ไม่ทำกลัวสังคมประณามและสงสารเด็ก บอกให้ไปบวชก็ไม่ทำกลัวสังคมหาว่าหนีไปบวช สุดฉุนไล่ให้ไปตายก่อนทราบข่าวฟิล์มเข้าโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้ วอนสังคมให้ฟังฝ่ายชายบ้างไม่ใช่เห็นใจแต่แม่กับลูก ส่วนผู้ชาย 4 คนที่ “เฮียฮ้อ” พูดถึงไม่ต้องไปพูดถึง เพราะคงไม่มีหมาตัวไหนออกมายอมรับ วอนไม่ต้องไปหาพ่อของลูกให้แอนนี่แล้ว ให้รอพิสูจน์ความจริงจากทั้งคู่ดีกว่า

       

       หลังจากที่โดน “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ดับเครื่องชนเปิดปูมว่า “แอนนี่ บรู๊ค” เกี่ยวข้องกับผู้ชาย 4 คนและเรียกร้องเงินขณะตนเองท้อง โดย 2 ใน 4 ก็คือ “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” และ “จุ๊น กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธุ์สุข” โดยมี “สมรักษ์ ณรงค์วิชัย” ผู้บริหารช่อง 3 ต้นสังกัดจุ๊นเป็นผู้คอนเฟิร์มว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงโดนด่าว่า “รังแกผู้หญิง” ส่งผลให้หน่วยงานองค์กรต่างๆ ดาหน้าออกมาปกป้องแอนนี่ แม้ว่าภายหลังสมรักษ์จะออกมายอมรับข้อมูลที่เฮียฮ้อพูดนั้นจะเป็นความจริงก็ตาม

       

       ด้านแอนนี่หลังจากถูกแฉก็เก็บตัวเงียบ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า เจ้าตัวกำลังจะออกหนังสือแฉฟิล์มโดยได้ค่าตัวนับแสน นี่ยังไม่รวมค่าตัวพรีเซ็นเตอร์อีกหลายล้านที่มูลนิธิเพื่อนหญิงเปิดเผยว่า แอนนี่กำลังจะเซ็นสัญญาณเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้ายี่ห้อหนึ่ง ทางด้านฟิล์มนั้นก็เก็บตัวเงียบเช่นกันมีแต่ “นางโคมมนต์ ทองมั่ง” แม่ของฟิล์มออกมาแถลงข่าวเปิดเผยความในใจวอนให้แอนนี่ยอมตรวจดีเอ็นเอเพื่อความกระจ่างของสังคม อย่าทำให้เกิดตราบาปกับฟิล์มและลูกไปตลอดชีวิต

       

       หลังจากนั้นเมื่อเช้าวันที่ 4 ตุลาคมก็มีข่าวว่า ฟิล์มทานยานอนหลับเกินขนาดจนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล BNH ย่านสาธร ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ซูเปอร์สตาร์คนดังอาจจะฆ่าตัวตายเพราะกลุ้มใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยผู้จัดการของฟิล์มได้เปิดเผยผ่านรายการ “เช้าดูวู๊ดดี้” คืนก่อนเกิดเหตุฟิล์มได้พูดคุยกับ “พจน์ อานนท์” เป็นคนสุดท้าย

       

       เวลา 11.30 น.ที่ผ่านมาพจน์ อานนท์ก็ได้เดินทางมาเยี่ยมฟิล์มที่โรงพยาบาลและได้เปิดแถลงข่าวอย่างอัดอั้นตันใจว่า สังคมไม่ฟังฟิล์มเลยมีแต่เห็นใจแม่กับลูก พร้อมกับเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า....

       

       “จริงๆ ผมคุยกับฟิล์มตั้งแต่ตอนทุ่มก็คุยวางคุยวางพอประมาณ 5 ทุ่ม ฟิล์มก็บอกว่าพี่ผมจะทำยังไงดีตอนนี้มันเป็นเรื่องใหญ่โตไปใหญ่แล้ว ผมก็บอกว่ามึงก็ไอ้นั่นเอง ดูสิขนาดเฮียผู้บริหารองค์กรใหญ่ๆ สองคนออกมาเละหมดแล้ว รวมทั้งผมเอง ผมก็บอกว่า ผมไม่ช่วยฟิล์มแล้วไม่เสนอดีกว่า ฟิล์มก็บอกว่าแล้วผมจะทำยังไง ตอนนี้เฮียตัดงานผมหมดแล้วผมจะทำยังไงอีกต่อไป ผมก็ยังพูดเล่นกับมันว่า ก็ไปช่วยแม่ทำผมก็แล้วกัน คุยไปคุยมาผมก็เลยบอกว่า ฟิล์มพี่มีวิธีพี่เคยคุยกับทนายความมาแล้ว”

       

       “คือฟิล์มเนี่ยสามารถฟ้องหมิ่นประมาทแอนนี่ได้กรณีที่มาว่า ฟิล์มเป็นพ่อของเด็กในท้อง แต่ความจริงมันยังไม่ใช่อย่างนั้น ต้องตรวจดีเอ็นเอให้ศาลบังคับให้ตรวจดีเอ็นเอ ฟิล์มก็จะบอกว่าไม่เอาหรอกพี่เดี๋ยวสังคมก็จะบอกว่า ผมรังแกผู้หญิงอีก หาว่าผมทำร้ายผู้หญิงอีก อีกอย่างหนึ่งผมสงสารเด็ก”

       

       “ผมก็เลยบอกว่างั้นมึงก็ไปบวช ฟิล์มก็บอกว่า ถ้าผมบวชมันก็เหมือนกับว่าผมหนีความจริง เดี๋ยวคนก็จะหาว่าเอาผ้าเหลืองมาปิดบังความจริงอีก ผมก็เลยโมโหก็เลยบอกว่า งั้นมึงก็ตายมึงก็ไปตายมันจะได้จบๆ เพราะตอนนี้มันเละไปหมดแล้ว ขนาดเฮียฮ้อกับพี่สมรักษ์ผู้บริหารระดับใหญ่คนยังไม่เชื่อเลย”

       

       “ผมไม่เข้าใจว่าสังคมนี้ทำไมห่วงแต่แม่ทำไมไม่ห่วงพ่อกันบ้าง ก็ออกมาอ้างว่าผู้หญิงเป็นแม่ท้อง 9 เดือนอุ้มท้องเหนื่อย แล้วพ่อล่ะอันนี้ผมหมายถึงคนทั่วไปนะครับ พ่อทำงานเหนื่อยแทบตายเพื่อจะต้องเลี้ยงลูกตลอดชีวิต ผมก็บอกว่าสังคมมันเป็นอะไรไปผมก็บอกกับฟิล์ม ผมก็คุยไปคุยมาหลายเรื่องและก็วางหูไป”

       

       “แล้วเขาก็โทรกลับมาอีก ผมก็ถามว่ามึงจะเอายังไง มันก็บอกว่า ผมทำอะไรไม่ถูก ผมก็บอกว่าฟิล์มตั้งสติให้ดีๆ นะเพราะตอนนี้สังคมเขามองว่า มึงเป็นคนผิด ผมก็เล่าให้มันฟังว่า ขนาดเฮียเขาออกมาพูดว่ามี 4 คนน่ะ ขนาดเฮียเขาออกมาพูดสังคมยังไม่เชื่อเลยหาว่าใส่ร้าย หาว่าพ่อให้หาแพะ ผมก็อยากจะวอนสังคมวอนพี่ๆ นักข่าวว่า ไอ้ 4 คนที่ตามหากันอยู่ไม่ต้องออกไปตามหาแล้ว เพราะมันไม่มีหมาตัวไหนออกมารับหรอก ไม่มีหมาตัวไหนออกมารับว่าทำหรอก มีแต่ไอ้ฟิล์มคนเดียวนี่แหละที่รับว่าทำ ผมว่าไปหาความจริงดีกว่าอันไหนโกหกอันไหนจริง เฮียโกหกหรืออีกฝ่ายโกหก”

       

       เผยถึงภาวะของ “ฟิล์ม” ก่อนจะกินยานอนหลับและถูกส่งไปยังโรงพยาบาล

       “เมื่อตอนบ่ายมันโทรมาถามหายานอนหลับก่อน มันถามพี่พจน์มียานอนหลับไหม ผมบอกกูไม่ใช่หมอจะไปมีได้ยังไง พอบอกไม่มีซักพักก็โทรมาอีก คือมันซึมน่ะลักษณะที่เราได้ยินคือมันทำอะไรไม่ถูก คือไอ้ฟิล์มมันกลายเป็นไอ้ฟักไปแล้ว มันถูกคำพิพากษาของสังคมว่าเป็นคนชั่วไปแล้ว”

       

       “ตอนนั้นผมก็บอกว่า งั้นมึงก็ไปตายซะ ถ้ามึงไม่ทำมึงก็ตายทั้งเป็นแบบนี่แหละไอ้ฟิล์ม ลูกมึงก็จะเป็นตราบาปติดตัวตลอดไปเพราะผู้หญิงไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ ฟิล์มมันก็เงียบไปและสุดท้ายมันก็บอกว่า พี่พจน์ครับ ผมรักพี่พจน์นะครับแล้วมันก็วางหู กูก็เอ๊ะมันจะมารักอะไรกู มันไม่เคยพูดกับเราแบบนี้มันจะมารักอะไรกูตอนนี้ กูพึ่งด่ามันหยกๆ เสียงมันเศร้าๆ ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้”

       

       “คือผมโมโหนะครับสังคมมันเอาซะผมเละ เอาซะเฮียฮ้อเละ ผู้บริหารช่อง 3 อีกคนก็เละ จริงๆ เรื่องทั้งหมดเนี่ยมันไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงไง ถ้ามันไม่มีกะเทยปากเป็นอัมพาตสองตัวออกมา เรื่องมันก็คงไม่ถึงขนาดนี้ไง ผมคิดว่าพวกเรา(สื่อมวลชน)ช่วยกันหาดีกว่าว่าใครโกหก เพราะว่าที่ผมพูดความจริงออกไปไม่รู้ใครจะเชื่อไหม แต่เวลาคนอื่นพูดโกหกทำไมสังคมเชื่อ”

       

       “คือเราอย่าไปมองสิว่า เพศแม่เป็นเพศที่อ่อนแอ เพศพ่อก็สำคัญด้วยถ้าไม่มีเพศพ่อเนี่ยลูกจะออกมาได้ไหม ก็ต้องเห็นใจพ่อด้วย จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของคนสองคน องค์กรสตรีอะไรเนี่ยคำก็จะฟ้องสองคำก็จะฟ้อง ผมว่าคุณเอาทั้งสองมาประสานกันให้เขาคุยกันมันไม่ดีกว่าเหรอ ไม่ใช่เดี๋ยวจะฟ้องเฮียฮ้อเดี๋ยวจะฟ้องคนโน้น คุณไม่คิดเหรอว่า เมื่อความจริงมันเปิดเผยออกมาหน้าแหกนะ”

       

       “ความจริงมันอยู่ที่ศาลตัดสินและเขาต้องมีหลักฐานแล้วเขาถึงกล้าออกมาพูด เฮียฮ้อไม่ใช่เด็กๆ นะ ที่ผมสงสารมันเพราะว่าเฮียฮ้อไม่เอามันแล้ว ซึ่งตรงนี้เฮียฮ้อเขามีสิทธิ์เพราะฟิล์มเป็นเด็กในสังกัด แต่ไอ้พวกที่ออกมาว่าเด็กผมสำส่อนพวกนี้ไม่มีสิทธิ์ เฮียฮ้อเขาไม่ช่วยฟิล์มหรอก เพราะขายเทปฟิล์มก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามันไม่ได้ขายดีหรอก ก็ยังมาว่าช่วยเพราะผลประโยชน์”

       

       “ผมไม่เข้าใจว่าผู้หญิงมันทำผิดทำเลวไม่ได้หรือไง อันนี้ผมยกตัวอย่างให้ฟังนะ สมมติมีผู้หญิงคนหนึ่งขายตัวอยู่ 3 หมื่นบาท แล้วเราไปเที่ยวแล้วอยู่ๆ ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าท้องแล้วคุณต้องรับผิดชอบ เขาก็ต้องพิสูจน์ดีเอ็นเอถูกต้องไหมว่าใช่ลูกของเขาหรือเปล่า ถ้ามันไม่ใช่เขาก็ต้องเลี้ยงเด็กคนนี้ไปตลอดชีวิตเหรอ อันนี้คือการสมมติขึ้นมานะ”

       

       “ฟิล์มมันก็ต้องตรวจดีเอ็นเอไง ผมไม่เข้าใจว่าทำไมสังคมถึงไม่เข้าใจฝ่ายชายบ้าง ผู้หญิงทำอะไรก็ถูกเหรอ ผู้หญิงทำผิดทำเลวก็มีนะ เพราะฉะนั้นก็ต้องเห็นใจฝ่ายชายด้วย คงเป็นเพราะบ้านเรามันไม่มีมูลนิธิผู้ชายหรือยังไงก็ไม่รู้เนอะ”

       

       “แล้วที่เขาบอกว่า ผู้ใหญ่รังแกเด็กมันไม่ใช่ ตอนที่เขาออกรายการตีสิบเขาก็บอกว่า เขาอายุ 30 แล้วนะ เขาพร้อมที่จะมีลูก แต่ตอนนี้คนที่ถูกรังแกคือไอ้ฟิล์ม ไอ้ฟิล์มมันอายุ 25 เอง มันเด็กที่สุดแล้วในจำนวนที่ออกมาเป็นข่าวทั้งหมด แล้วที่ผมออกมาพูดเนี่ย ผมพูดในฐานะที่เป็นคนเอามันเข้ามาในวงการและผมก็คุยกับมันตลอด คุยๆ จนมันจะฆ่าตัวตาย คุยแบบไม่รู้จะคุยยังไงแล้ว คุยจนผมไม่ได้ทำงานเลย หนังเหนิงก็ไม่ได้กำกับเป็นห่วงแต่มัน”

       

       “ผมอยากให้สังคมเข้าใจมันบ้าง มันก็พูดแต่ส่งสารผู้หญิงสงสารเด็ก ผมก็เอ้าฟิล์มแล้วมึงจะยังไง ถ้าไปตรวจดีเอ็นเอแล้วเป็นลูกมึงล่ะ ถ้าใช่ลูกผมก็จะเลี้ยงเป็นอย่างดีเลย เพราะเด็กน่ารักมาก แต่ถ้าไม่ใช่ลูกฟิล์มเขาก็บอกว่า เขาก็จะเลี้ยง คือมันก็จะเลี้ยงอ่ะ ผู้ชาย 4 คนที่เฮียพูดมีมันคนเดียวนี่แหละออกมายอมรับ คนอื่นไม่มีใครยอมรับเลย เต๋า(สมชาย เข็มกลัด) ไม่ต้องไปสัมภาษณ์กันหรอกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร ไปหาความจริงกับสองคนนี้ดีกว่าใครพูดความจริงใครพูดโกหก ลองไปดูอีกะเทยปากเป็นอัมพาตว่ามันพูดอะไร เราก็ไม่อยากพูดเพราะเคยได้ยินมาบ้าง”

       

       เผย “จิ๊ก เนาวรัตน์” ผู้ที่ให้ยาคลายเครียดกับ “ฟิล์ม” เป็นห่วงฟิล์มมาก

       “พี่จิ๊กเขาเป็นห่วงฟิล์มและเขาก็โทรมาคุยกับผมบ่อยว่าจะช่วยฟิล์มยังไงได้บ้าง ผมก็บอกว่า เฮียฮ้อยังช่วยอะไรไม่ได้เลยขนาดเขามีหลักฐานอยู่แล้วเขายังทำอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าคนเราถ้าไม่ยอมรับอะไรซักอย่างเนี่ย จะไปบีบคอมันก็ไม่ได้จะให้มันมารับก็ไม่ได้ มีแต่ไอ้ฟิล์มนี่แหละที่ออกมารับคนเดียว ตอนนี้ผมก็อยากให้มันไปแจ้งความ ถ้ามันตื่นขึ้นมาเนี่ยจะลากมันไปแจ้งความ ถ้ามันไม่ไปก็จะลากมันไปเอง”

       

       “ฟิล์มต้องฟ้อง ถ้าเขาไม่ตรวจดีเอ็นเอสังคมก็ยังคิดว่าเป็นลูกฟิล์มอยู่ เป็นจนตายไปเลยเหรอ เพราะเขาไม่ยอมตรวจ ลองคิดดูสิทำไมไม่ยอมตรวจ ถ้ามีความมั่นใจมากทำไมไม่ตรวจ แล้วก็บอกว่าดีเอ็นเออยู่บนหน้าน้องแล้ว หน้าอะไรแล้วเด็กคนที่หน้าเหมือนทักษิณล่ะ ต้องเป็นลูกทักษิณเหรอ”

       

       “ผมก็อยากจะบอกสังคมว่า เห็นใจมันเถอะครับฟิล์มมันพึ่งอายุ 25 เอง อย่าสงสารแต่เพศแม่เพราะเพศพ่อก็ลำบากต้องหาเลี้ยง แม่คลอดลูกออกมาก็เลี้ยงลูกแต่พ่อก็ลำบากต้องหาเงินเลี้ยงเมียเลี้ยงลูกเหมือนกัน มันก็ต้องเห็นใจเพศพ่อด้วยไม่ใช่เห็นใจแต่เพศแม่ ระหว่างเรื่องสองคนเนี่ยเขามีอะไรกันเนี่ยมันก็เป็นเรื่องของทั้สองคน ผมก็ยังพูดกับฟิล์มเลยว่า ไอ้ฟิล์มถ้ากูอยู่วันที่มึงมีอะไรกันน่ะ กูจะไปห้ามเลย จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวแบบนี้”

       

       “แล้วหนังสือพิมพ์ก็มาบอกอีกว่า พจน์ อานนท์เป็นกุนซือเฮียฮ้อ กูเนี่ยนะเป็นกุนซือ ผมไม่เคยคุยกับเฮียฮ้อพึ่งจะเคยคุยครั้งเดียวว่า ให้เฮียทำใจดีๆ ไว้สังคมมันก็เป็นแบบนี้ความจริงมันต้องอยู่ได้ ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจะยังไง ถามว่าฟิล์มตั้งใจจะฆ่าตัวตายหรือเปล่า คงต้องไปถามเขาเอง แต่ผมว่าเขาคงทำอะไรไม่ถูกเพราะสังคมก็รุมอัด เฮียฮ้อก็ไม่ให้งาน ผมก็บอกว่าผมไม่เอาแล้ว คือไปรุมมันคนเดียว คือเห็นใจแต่ฝ่ายหญิง ทำไมไม่เห็นใจทั้งสองฝ่าย เพราะตอนที่เขามีอะไรกันพวกเราไม่รู้เรื่องเลยนะ”





ที่มา : manager Online

Click here to Read more...

กลุ่มสตรีวังเหนือ ลำปาง ออกมาต่อต้านและเรียกร้องให้”เฮียฮ้อ”หยุดให้ข่าวออกมาขอโทษ พร้อมนัดรวมตัวใหญ่

วันนี้ 30 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่1 บ้านกวาง ต.วังใต้ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง นางพัก ขุนทอง ผู้ใหญ่บ้านและในฐานะประธานศูนย์ไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทตำบลวังใต้ ได้ประกาศเสียงตามสาย เชิญชวนผู้หญิงในหมู่บ้านและใกล้เคียง อาทิ กลุ่สตรีบ้างดป่งเจริญ นำโดยนางเกตุแก้ว ผิวสด  และกลุ่มสตรีบ้านกวาง นำโดย นางศรีไพร กลิ่นมาลา พร้อมสมาชิกลูกบ้านมารวมตัวกัน เพื่อออกมาแสดงพลังในการต่อต้าน โดยการเขียนป้ายเรียกร้องให้ "เฮียฮ้อ" หรือ นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอาร์เอสฯ หยุดกล่าวหาแอนนี่ โดยไม่มีหลักฐาน เพื่อปกป้องสตรีไทยทั่วประเทศ โดยขอให้เฮียฮ้อ  ออกมาขอโทษต่อสังคม  กรณีที่ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับตัวของแอนนี่ ซึ่งกลุ่มผู้หญิงเห็นว่าเป็นการไม่สมควรและเป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว ทำให้แอนนี่และลูก ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นย่ำยีจากสังคม ขอให้หยุดดูถูกเพศแม่ได้แล้ว และขอให้ออกมาขอโทษภายใน3วันนี้  หากไม่มีคำตอบจะเดินหน้ารวมตัวกลุ่มสตรีทั้งหมดของจังหวัดลำปางในวันจันทร์ที่จะถึงนี้อีกครั้ง เพื่อกดดันพร้อมรณรงค์ผู้หญิงทั่วประเทศบอยคอดสินค้าของบริษัทอาร์เอสทั้งหมดด้วย




            ส่วนที่บ้านของแอนนี่ที่ลำปาง หลังจากที่นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ออกมาประกาศตัวจะเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่าง  "ฟิล์มและแอนนี่"  โดยระบุว่าแม้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก  ในวันนี้ นางขนิษฐา นิภาเกษม ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ได้เข้าพบแม่แอนนี่และนำของเข้าให้กำลังใจที่บ้าน  หลังจากที่ รมต.ให้เข้าประสานกับแม่ของแอนนี่เพื่อให้พูดคุยกับแอนนี่ให้ใกล่เกลี่ยและกล่อมเพื่อหาขอยุติเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว เพราะยิ่งยึดเยื้อทุกฝ่ายก็จะได้รับผลกระทบมากขึ้นโดยเฉพาะตัวแอนนี่และลูก




                ซึ่งวันนี้นางจันทร์คำ มีเลข แม่ของแอนนี่ มีอาการที่ทรุดลง เนื่องจากเครียดและนอนไม่หลับรวมถึงไม่ค่อยรับประทานอาหาร ทำให้เกิดอาการหน้ามืด แต่ก็ไม่ยอมไปพบหมอที่โรงพยาบาล กระทั่ง ต้องขอให้เจ้าหน้าที่จากอนามัยบ้านสาเข้าตรวจและวัดความดันโลหิตเป็นการด่วน โดยเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้พักผ่อนให้มากๆและไม่ให้ดูข่าวรวมถึงให้ยาคลายเครียดรับประทานด้วย




                 ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่ข่าวออกมาว่าแอนนี่ถูกขู่ทำร้ายและจะอุ้มหลานไปนางจันทร์คำ กล่าวว่ายังไม่ทราบเพราะไม่ได้ติดตามข่าวเลยเพราะไม่อยากเครียด แต่อยากให้เรื่องนี้หยุดก่อน เพราะหากยิ่งเป็นข่าวก็จะถูกอีกฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่ารุมทำร้ายมากขึ้น จึงอยากให้ยุติเพื่อให้เรื่องซาไปก่อน ส่วนเรื่องที่แต่ละฝ่ายแสดงเจตนาเข้าช่วยเรื่องฟ้องร้องก็ต้องขอบคุณแต่ต้องถามลูกสาวก่อน เพราะตนเองก็ไม่มีอะไรจะสู้รบตบมือกับเขาซึ่งมีอำนาจมากกว่าได้ก็คงเป็นไปไม่ได้ ขณะนี้ตนเหลือเพียงสองคนจึงไม่อยากเสียลูกสาวไปอีก อยากให้ลูกได้ทำงานหาเงิน หากลูกไม่มีงานทำ ตนจะทำอย่างไร เพราะตอนนี้ก็ป่วยทำงานก็ไม่ได้และตอนนี้ก็ยังมีหลานที่ต้องเลี้ยงอีกอีก.



ที่มา : Dairy news Online

Click here to Read more...




       ไม่ต้องประมูล 3G คนไทยก็มี 3G ใช้ ผู้บริโภคมือถือได้ประโยชน์จริงหรือ เป็นเพียงเกมบนกระดานผลประโยชน์ที่แลกกันระหว่างกลุ่มการเมืองผู้ครองอำนาจกับเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มุ่งแสวงหารายได้บนโอกาสทางธุรกิจใหม่บนคลื่น 3G

       

       3G กลายเป็นลูกบอลที่มีมูลค่ามหาศาลที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับผู้ต้องการเกี่ยวข้องได้เตะส่งกันไปมาเพื่อหาทางลงให้กับการเกิดขึ้นของบริการ 3G ให้ได้เร็วที่สุด

       

       เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ระงับการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G การค้นหาทางออกที่จะทำให้เกิดบริการ 3G เร็วที่สุดจะออกมาที่หัวหรือก้อยอย่างไร เนื่องจากทุกคนที่เกี่ยวข้องมองว่าหากต้องรอให้มีการประมูลครั้งใหม่อาจจะต้องร้องเพลงรอกันถึง 3 ปี ส่วนการเปลี่ยนสัญญาสัมปทานจาก 2G เป็น 3G น่าจะเป็นทางตันกับประเด็นทางกฎหมายที่ไม่สามารถดำเนินการได้

       

       หวยจึงมาออกที่การเร่งผลักดัน 2 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งบริษัท ทีโอที คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เร่งขยายโครงข่ายเพื่อให้สามารถบริการ 3G โดยเปิดให้เอกชนผู้รับสัมปทานเข้ามาเช่าใช้บริการ 3G ก่อนที่จะเกิดการประมูลในอนาคต

       

       เค้าลางเริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นว่าคนไทยจะได้ใช้บริการ 3G ในเร็ววันนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ทีโอที ลงทุนในโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 วงเงิน 19,980 ล้านบาท ลดลงจากเดิม 29,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการประกวดราคา 17,440 ล้านบาท เพิ่มจำนวนสถานีฐานจาก 5,220 แห่ง เป็น 5,320 แห่ง ลงทุนอุปกรณ์ขยายขีดความสามารถของโครงข่ายอีก 540 ล้านบาท ปรับปรุงโครงข่ายเดิมของบริษัทเอซีทีโมบาย จากระบบ 2G เป็น 3G ในวงเงิน 2,000 ล้านบาท พร้อมให้มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรของทีโอที โดยตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารรวมทั้งการใช้โครงข่ายร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ครอบคลุมพื้นที่บริการทั่วกรุงเทพฯ และอีก 12-15 จังหวัด

       

       นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนแปลงวิธีการประกวดราคาสากลเป็นวิธีการประกวดราคาทั่วไป เนื่องจากปัจจุบันบริษัทชั้นนำด้านโทรคมนาคมทุกบริษัทมีผู้แทน และสาขาอยู่ในประเทศไม่ต่ำกว่า 5 ราย ดังนั้นจึงมีผู้เข้าประกวดราคาในประเทศมากเพียงพอที่จะก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ นำมาซึ่งข้อเสนอด้านเทคนิคและราคาที่ดีที่สุด ซึ่งการใช้วิธีประกวดราคาทั่วไปในประเทศจะช่วยประหยัดเวลาได้ประมาณ 60 วัน ทำให้ทีโอทีพัฒนาโครงข่าย 3G ได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ก่อนรายอื่น

       

       สำหรับแผนธุรกิจของทีโอทีมีการปรับเพิ่มลูกค้าเป้าหมายจาก 5 ล้าน เป็น 7.4 ล้านรายภายในปี 2558 มีส่วนแบ่งการตลาด 8% จากยอดรวมในตลาด 91 ล้านเลขหมาย เป้าส่วนแบ่งการตลาด 8% ของตลาดรวมพร้อมทั้งใช้วิธีการขายส่ง (wholesale) เป็นรูปแบบธุรกิจเพียงอย่างเดียวจากเดิมควบขายปลีกด้วย

       

       พิเชษฐ์ ฤทธิสุนทร ที่ปรึกษาวิศวกรรมโครงข่าย 3G ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีต้องติดตั้งสถานีฐานในเฟสแรกให้เสร็จครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มเติมเมื่อรวมกับโครงข่าย 500 สถานีฐานที่เปิดให้บริการไปตั้งแต่ 3 ธ.ค.52 จะทำให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึง 3G เร็วขึ้น ที่ผ่านมาความไม่แน่นอนของรัฐบาลหรือกฎระเบียบในการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่เอื้อกับการทำธุรกิจ ทำให้ทีโอทีไม่สามารถวางแผนธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้

       

       อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ให้ MVNO เช่าใช้โครงข่าย 100% ต่างจากเดิมที่ให้เช่าแค่บางส่วน ถือเป็นการเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ คือต่อไปนี้เลขหมายโทรศัพท์มือถือของทีโอทีจะเป็นของ MVNO ไม่ใช่ของทีโอทีอีกต่อไป ถ้ากฎหมายไม่ควบคุมให้ดีพออาจเกิดปัญหาการฮั้วกันระหว่างเอกชนที่เป็น MVNO นอกจากนี้ อายุการให้บริการ 3G ไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด เพราะในอีก 4-5 ปี เทคโนโลยีใหม่กำลังจะมา ฉะนั้นปัญหาที่เกิดจากสัญญาสัมปทานเดิมต้องเคลียร์ให้ชัดเจนเพื่อให้ทีโอทีได้สิทธิ์ในโครงข่ายที่โอนมาอย่างครบถ้วน นำไปต่อยอดธุรกิจได้

       

       “ประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่มีที่ไหนที่ลงทุนโครงข่ายเป็น 3G เพียวๆ แต่เป็นการเกาะเกี่ยวไปกับเทคโนโลยีอื่นด้วย ในไทยก็เช่นกัน เชื่อว่าการลงทุน 3G ของแต่ละบริษัทต้องเกาะไปกับ 2.5G การบริหารโครงข่ายตามสัญญาสัมปทานหลังหมดอายุให้มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

       

       เอไอเอสพร้อมทุกอย่าง

       ลุยบริการ 3G ของทีโอที

       

       เมื่อความชัดในการขยายโครงข่าย 3G ของทีโอทีผ่านฉลุย เอไอเอสในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการภายใต้สัมปทานของทีโอที และเป็นพาร์ตเนอร์กับทีโอทีเสมอมา ก็พร้อมทันทีที่จะเข้าเจรจากับทีโอที ในการเป็นเอ็มวีเอ็นโอรายใหม่ที่จะเปิดให้บริการ 3G

       

       “เอไอเอสต้องมีการเจรจากับทีโอทีอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งเอไอเอสพร้อมที่จะร่วมกับทีโอที ถึงระดับที่เป็นฟูลเอ็มวีเอ็นโอ หรือสร้างโครงข่ายให้ทีโอทีด้วย เพราะ 3G ทีโอทีเป็นสิ่งที่จับต้องได้มากที่สุด” วิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าว

       

       ที่ผ่านมาเอไอเอสเคยเจรจาเพื่อขอโรมมิ่งเครือข่าย 3G กับทีโอทีจำนวน 50,000 เลขหมาย แต่ไม่ได้มีการดำเนินการต่อเพราะเกรงปัญหาเรื่องคุณสมบัติการเข้าประมูล 3G ของ กทช. แต่เมื่อการประมูลไม่เกิดขึ้น การใช้โครงข่ายของทีโอทีจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเอกชนอย่างเอไอเอส เนื่องจากการขยายข่าย 3G ของทีโอทีครั้งนี้ทำให้ประเทศไทยมีผู้ให้บริการ 3G อย่างเป็นทางการและถูกต้องตามกฎหมายเพียงรายเดียวในขณะนี้ ที่สำคัญทีโอทีไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ เกี่ยวกับสิทธิในการให้บริการ 3G เพราะทีโอทีได้รับคลื่น 3G มาบริหารตั้งแต่ปี 2545

       

       โครงข่าย 3G ของทีโอที วันนี้จึงเป็นทางออกสำหรับผู้ให้บริการทุกรายที่จะเข้ามาขอเช่าใช้โครงข่าย (โรมมิ่ง) และเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเสมือน (เอ็มวีเอ็นโอ) กับทีโอที สำหรับเอกชน 5 ราย ที่เข้ามาแบบ MVNO กับทีโอที ได้แก่ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย บริษัท ล็อกซเล่ย์ บริษัท ไออีซี บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น และบริษัท เอ็ม คอนซัลท์

       

       3G ทีโอทีจะสำเร็จ

       ต้องมีแผนที่ชัดเจน

       

       สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ให้ความเห็นว่าเงื่อนไขความสำเร็จตามแผนธุรกิจของทีโอที คือ ต้องสร้างความมั่นใจในการเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐานและเชื่อถือได้ โดยทีโอทีต้องเร่งปรับโครงสร้างองค์กร จัดเตรียมความพร้อมของบุคลากรพิจารณารูปแบบการบริหารจัดการโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพ เน้นการใช้ประโยชน์และสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเพื่อลดความเสี่ยงธุรกิจ และการลงทุนซ้ำซ้อน

       

       ด้าน สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การที่ ครม.อนุมัติให้ทีโอทีดำเนินโครงการ 3G พร้อมเปลี่ยนแปลงวิธีการประกวดราคาสากลเป็นวิธีการประกวดราคาทั่วไป เป็นการตัดสินใจที่ได้อย่างเสียอย่าง คือทำให้ประชาชนมีโอกาสได้ใช้ 3G เร็วขึ้น แต่โอกาสในการแข่งขันจากการเปิดประมูลทำได้น้อยลง

       

       อย่างไรก็ตาม ทีโอทีจะมีแต้มต่อในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ 3G อย่างน้อย 2 ปีเต็ม จึงเป็นโอกาสทองที่จะอยู่รอดทางธุรกิจได้ แต่จะอยู่รอดได้จริงต้องทำ 2 อย่าง คือลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพให้มีโอกาสรั่วไหลน้อยที่สุด ขณะเดียวกัน การที่รัฐตัดสินใจให้ทีโอทีขายส่งหมายถึงให้มีหน้าที่ทำเน็ตเวิร์กอย่างเดียว ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลมีความชัดเจนในหน้าที่ของทีโอที ดังนั้น สิ่งที่ทีโอทีต้องทำคือการหาพาร์ตเนอร์ ซึ่งเป็นผู้เช่าใช้โครงข่ายแบบ “MVNO” ที่กระตือรือร้นทำตลาด

       

       กสท หนุนดีแทค-ทรูมูฟ

       บริการ 3G บนคลื่นเดิม

       

       กสท มีการขยับแผนรับการที่เอกชนจะไม่มีบริการ 3G จากการประมูล โดย กสท เล็งโอกาสที่เกิดขึ้นในการปรับแผนธุรกิจและการสร้างรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ดีแทคและทรูมูฟให้บริการ HSPA (การให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่เดิม)

       

       “ทุกคนอยากเห็น 3G รวมถึง กสท ด้วย ซึ่งในส่วนของ HSPA บริการ 3G บนคลื่นเดิมของดีแทคและทรูมูฟ กสท ก็เป็นคนผลักดันให้เกิด แต่การจะให้บริการได้แบบไหน มีข้อกฎหมายที่ซับซ้อนซึ่งต้องพิจารณา เนื่องจากเป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องทำให้ถูกตามกระบวนการ ประโยชน์ของสาธารณะต้องอยู่บนความถูกต้องของกฎหมายด้วย” จิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าว

       

       กสท มองว่าในความจริงแล้วยังมีบริการ 3G อื่นๆ ที่เปิดให้บริการอยู่ อย่างซีดีเอ็มเอในต่างจังหวัด 3G ของทีโอที HSPA ของดีแทคและทรูมูฟ ซึ่งในส่วนของการเปิดให้บริการ HSPA ของดีแทคและทรูมูฟ ที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน ทาง กสท ก็ได้ผลักดันให้ทั้งสองบริษัททดสอบมากว่า 2 ปีแล้ว และจะมีการประชุมคณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลสัญญาสัมปทานเพื่อให้โครงการเดินหน้าไปได้เร็วขึ้น

       

       “มติบอร์ดอนุญาตให้ดีแทคทดสอบไปแล้ว แต่ทรูมูฟยังมีประเด็นทางกฎหมาย ทำให้กรณีของดีแทคทำได้ง่ายกว่า เพราะตามสัญญาสัมปทานได้ให้สิทธิ์ในคลื่น 850 MHz อยู่แล้ว สามารถอัปเกรดได้ แต่ของทรูมูฟไม่ได้ระบุ จึงมีข้อปลีกย่อยทางกฎหมายที่ต่างกัน ต้องพิจารณาด้วยว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการมาตรา 22 หรือไม่ ส่วนการจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ต้องดูอีกที”

       

       ขณะนี้บริการ HSPA ทั้งดีแทคและทรูมูฟได้ขอทดสอบไปแล้วกว่า 100 สถานีฐาน ส่วนจะมีการขยายเพิ่มอีกแค่ไหนก็แล้วแต่เอกชนจะยื่นขอมา ซึ่ง กสท พร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายว่าเท่าไหร่ เพราะเป็นเรื่องที่เอกชนต้องตัดสินใจจะลงทุน

       

       อีกด้านหนึ่งของ กสท คือความพยายามในการซื้อกิจการของฮัทช์ หลังจากคาราคาซังมานาน โดยมีแนวโน้มว่าจะสามารถซื้อกิจการฮัทช์ได้เร็ววันนี้ เนื่องจากทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มองตรงกันว่าจะต้องมีการปรับลดวงเงินที่จะเสนอซื้อใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีที่ฮัทช์ให้บริการอยู่ในปัจจุบันใช้มานานแล้ว เป็นเทคโนโลยีเก่าที่ต้องมีการอัปเกรด ราคาที่กำหนดไว้ตอนแรกจึงควรปรับลดลงมาให้เหลือประมาณ 6,800 ล้านบาท

       

       แม้ว่าดูเหมือนคนไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากบริการ 3G ที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่คนไทยจะได้ประโยชน์นั้นจริงๆ หรือไม่ หรือกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่กลุ่มการเมืองและเอกชนใช้เป็นตัวประกันในการอ้างความชอบธรรมของการเกิดขึ้นของ 3G เพราะวังวนของ 3G วันนี้ยังติดอยู่กับกลุ่มผู้มีผลประโยชน์ได้เสียมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มการเมืองและเอกชน

       

       ยิ่งการอนุมัติให้ทีโอทีขยายโครงการ 3G กว่า 19,000 ล้านบาท และการอนุมัติให้ กสท ซื้อกิจการของฮัทช์ ล้วนแล้วแต่เอื้อให้เกิดการหมกเม็ดเงินลงทุนของทั้งสองหน่วยงานจากผู้มีอำนาจทางการเมืองได้ พร้อมๆ กับได้รับผลประโยชน์จากเอกชนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทางเลือก 3G ในครั้งนี้ งานนี้จึงอาจเป็นการสมประโยชน์กันแค่สองฝ่ายระหว่างกลุ่มการเมืองกับเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

       

       หุ้นสื่อสารยังน่าลงทุน

       พื้นฐานดี - 3G มายิ่งพุ่ง

       

       แหล่งข่าววงการโบรกเกอร์ ได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มที่เอไอเอส ดีแทค และทรูจะให้บริการ 3G ภายใต้โครงข่ายของทีโอที และ กสท นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เอกชนทั้ง 3 รายสามารถขยายรูปแบบการให้บริการบนเครือข่าย 3G ให้กับผู้ใช้บริการได้ และน่าที่จะเป็นผลดีในช่วงสั้นๆ เนื่องจากที่ผ่านมานักลงทุนทุกคนเฝ้าจับตามองว่าเอกชนทั้ง 3 รายจะได้ใบไลเซนส์ 3G หรือไม่ ทำให้หุ้นกลุ่มสื่อสารมีความคึกคักอย่างมากตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไม่แพ้หุ้นในกลุ่มอื่นๆ ที่ร้อนแรงอย่างกลุ่มแบงก์และกลุ่มพลังงาน

       

       อย่างไรก็ตาม เมื่อการประมูล 3G ยังต้องรอการเกิดขึ้นของ กสทช.ที่คาดกันว่าอาจจะต้องใช้ระยะเวลากว่า 2-3 ปีถึงจะเห็นการให้บริการ 3G จากเอกชนที่ชนะการประมูล การให้บริการบนเครือข่ายของทีโอที และ กสท น่าจะเป็นผลดีต่อเอไอเอส ดีแทค และทรู ที่จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการให้บริการ 2G ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากการใช้งานข้อมูลที่ทุกวันนี้มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

       

       “พอมีประเด็นเกี่ยวกับ 3G ขึ้นมาทีไร หุ้นสื่อสารก็จะพุ่งอย่างร้อนแรง เชื่อว่าการมีบริการ 3G ของเอกชนบนเครือข่ายทีโอที และ กสท นั้น น่าจะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และจะยิ่งได้รับแรงสนับสนุนจากโบรกเกอร์ยิ่งขึ้นถ้าเกิดการประมูล 3G รอบใหม่”

       

       ที่ผ่านมาหลังจากการประมูล 3G ต้องยุติไป บรรดาโบรกเกอร์ได้ออกมาแนะนำนักลงทุนทั้งหลายที่ต้องการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารนี้ว่าให้นักลงทุนเปลี่ยนรูปแบบในการลงทุนหุ้นสื่อสาร จากหุ้นกำไรเติบโตสูง มามองหุ้นที่มีเงินปันผลสูงแทน ซึ่งการจ่ายปันผลงวดต่อไปจะอยู่ในช่วงไตรมาสแรกปี 2554 บางรายก็แนะนำให้เก็บหุ้นสื่อสารตอนที่ราคาอ่อนตัว เพราะหุ้นกลุ่มนี้ถือเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี เมื่อมีข่าวดีจะเกิดการดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

       

       ที่นี้ต้องจับตากันว่าเมื่อทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรู สนใจที่จะเข้าไปให้บริการ 3G บนเครือข่ายของทีโอที และ กสท จะส่งผลให้ราคาหุ้นดีดตัวขึ้นมากน้อยเพียงไร แต่ในความเป็นจริงนั้น 2 ค่ายใหญ่อย่างเอไอเอสและดีแทค ได้สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้กับผู้ถือหุ้นได้ทั้งในด้านราคาหุ้นและการจ่ายเงินปันผลอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องเสียเงินไปกับการประมูล 3G 1-2 หมื่นล้านบาท เชื่อแน่ว่าเงินจำนวนนี้ต้องย้อนกลับมาสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนแน่นอน





ที่มา : Manager Online

Click here to Read more...

อ้างรีดเงิน2.5แสนด้วย ดาราสาวโต้-ท้าดูบัญชี บิ๊กอาร์เอสชี้'จุ๊นƇใน4 เจ้าตัวปัด-ยันไม่เกี่ยว!





ซัดแอนนี่ - นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ แถลงกล่าวหา แอนนี่ บรู๊ค มีสัมพันธ์ชายหนุ่ม 4 คน โดยระบุว่าจุ๊น-กิตติคุณ ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ดาราหนุ่มให้สัมภาษณ์ที่สยามพารากอนค่ำวันเดียวกันยืนยันว่าไม่จริง

โบ้ยกันวุ่น 'เฮียฮ้อ' โดดอุ้ม 'ฟิล์ม' เต็มตัวประกาศคืนงานให้ ออกมาอ้าง 'แอนนี่' มีความสัมพันธ์ 4 หนุ่ม ระบุสองรายคือ 'ฟิล์ม-จุ๊น' กล่าวหารีดเงินรายละ 2.5 แสน ซัดทอดผู้บริหารช่อง 3 ให้ข้อมูลมา นักแสดงหนุ่ม 'จุ๊น' ออกมาตอบโต้ทันควัน ยืนยันไม่เคยเกี่ยวข้อง ขณะที่ดาราสาวออกมาปฏิเสธเช่นกัน เตรียมปรึกษาเพื่อนหญิงคดีฟ้องหมิ่นฯ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 28 ก.ย. ที่อาคารเชษฐโชติศักดิ์ 3 ชั้น 7 บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบ.อาร์เอสฯ เปิดแถลงข่าวอีกครั้งกรณีความสัมพันธ์ระหว่างนักร้องหนุ่มในค่าย "ฟิล์ม" รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ กับดาราสาว "แอนนี่ บรู๊ค" โดยกล่าวว่า สิ่งที่จะพูดวันนี้มี 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือกรณีของฟิล์มกับแอนนี่ว่าปัญหาเดินมาถึงไหน และสถานการณ์เป็นอย่างไร ประเด็นที่ 2 คือเรื่องของอนาคตของฟิล์มที่อาร์เอส และประเด็นสุดท้ายคือเรื่องที่ตนอยากจะพูดกับแอนนี่

นายสุรชัยกล่าวอ้างว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาตนไม่ทราบว่าแอนนี่คบกับเพื่อนชายจำนวนมากน้อยเท่าไร แต่ส่วนที่ทราบและยืนยันข้อมูลได้คือในช่วงปลายเดือนพ.ย.-ธ.ค.52 แอนนี่พูดคุยกับผู้ชาย 4 คน ในลักษณะเดียวกันรูปแบบเดียวกัน โดยไปบอกผู้ชาย 4 คนนี้ว่าท้อง และบอกว่าเด็กในท้องเป็นลูกของผู้ชายแต่ละคน พร้อมกับขอเงินคนๆ ละ 2.5 แสนบาท 2 ใน 4 ที่สามารถบอกชื่อได้คือฟิล์ม และ จุ๊น (กิตติคุณ)

"เฮียฮ้อ" ระบุอีกว่า สิ่งที่อยากยืนยันคือตนพูดกับผู้บริหารทางช่อง 3 แล้ว มีการยืนยันว่าจุ๊น มาเล่าความจริงที่เกิดทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาให้ผู้บริหารช่อง 3 ฟัง ครั้งแรกที่จุ๊นรู้คือตกใจกลัวอนาคตกลัวชื่อเสียง แก้ปัญหาในทางคล้ายๆ กันแต่เป็นแนวทางที่ผิด ฟิล์มแก้ปัญหาด้วยการยอมทุกอย่างและเข้าไปช่วยเหลือดูแล ส่วนจุ๊นแก้ปัญหาโดยการหนีไปต่างประเทศแล้วก็โอนเงินมาให้รวมแล้ว 2 แสนกว่า

"ส่วนเรื่องของฟิล์มหลังจากมีการพิจารณาไปวันแรกว่าระงับงานชั่วคราวจนกว่าจะจัดการปัญหาจบ หลังจากที่ฟิล์มไปจัดการปัญหาต่างๆ เท่าที่ดูก็เห็นว่าเขาเข้าใจปัญหาทุกอย่างและพร้อมจะรับผิด สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือฟิล์มและครอบครัวแสดงออกถึงการพร้อมที่จะรับผิดชอบในทุกกรณีไม่มีเงื่อนไข แต่ปัญหามันจบไม่ได้ด้วยคนเพียงคนเดียว วันนี้เราพิจารณาแล้วว่าฟิล์มรับรู้ถึงบทเรียนครั้งนี้แล้ว ทางอาร์เอสตัดสินใจว่าจะคืนโอกาสการทำงานให้ฟิล์ม แต่แบบมีเงื่อน" บิ๊ก อาร์เอส กล่าว

นายสุรชัยกล่าวอีกว่า ตนยังมีอะไรเล็กน้อยที่ทิ้งท้ายอยากจะฝากถึงแอนนี่ ว่าวันนี้สิ่งที่อยากพูดและส่งสัญญาณออกไปคือควรจะหยุดพฤติ กรรมได้แล้ว แล้วก็ออกมาสาารภาพพูดความจริงกับสังคม ตนคิดว่าแม้มันจะสายเกินไปแล้ว แต่ยังมีโอกาส สิ่งต่างๆ ที่ทำไปไม่ถูกต้องแต่แก้ไขได้ เชื่อว่าสุดท้ายแล้วสังคมจะให้อภัย และอยากฝากทิ้งท้ายว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ไม่มีใครหนีความจริงไปได้ แล้วคนที่ท้าทายความจริงไม่เคยรอดสักราย

เมื่อกล่าวจบ นายสุรชัย เปิดโอกาสให้สื่อ มวลชนซักถาม ต่อข้อถามแรกว่าการที่เฮียฮ้อออกมาแถลงข่าวกลัวว่าทางแอนนี่จะฟ้องร้องหรือไม่ เฮียฮ้อกล่าวว่า "ไม่เป็นไรครับ ผมจะพูดเฉพาะเรื่องที่มันมีการยืนยันแล้ว" ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าพูดคุยกับจุ๊นโดยตรงหรือยัง เฮียฮ้อกล่าวว่า "ไม่ครับ ผมไม่เคยเจอตัว แต่คุยกับผู้บริหารช่อง 3 ทางผู้บริหารช่อง 3 มีการยืนยันว่าจุ๊นมาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง และรับสารภาพว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ" ต่อข้อถามว่าอีก 2 คนที่เหลือเป็นคน ในวงการหรือเปล่า เฮียฮ้อกล่าวว่า "ไม่พูดครับ"

ต่อข้อถามว่า การตรวจดีเอ็นเอยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ เฮียฮ้อกล่าวว่า จริงๆ ยังมีความจำเป็น และมันเป็นความจำเป็นของแอนนี่ไปแล้ว แอนนี่ควรจะตรวจเพื่ออย่างน้อยก็ควรจะรู้ว่าใครเป็นพ่อของเด็กคนนี้ ถ้าผลตรวจออกมาเป็นฟิล์มก็ไม่เป็นอะไร เพราะฟิล์มเขาก็ประกาศอยู่แล้ว คุณแม่เขาก็พูดว่าอยากอุ้มหลาน

ผู้สื่อข่าวกล่าวว่า ที่เฮียฮ้อพูดค่อนข้างแรงและสวนทางสิ่งที่แอนนี่พูดอย่างสิ้นเชิง เฮียฮ้อกล่าวว่า "เฮียก็ฝากสื่อไปติดตาม จริงๆ ข้อมูลที่เฮียมีเยอะกว่านี้ แต่ด้วยความที่เฮียจะพูดข้อมูลใดต้องอ้างอิงได้ อย่างข้อมูลกรณีจุ๊นก่อนที่จะมาแถลง เฮียก็ได้คุยกับผู้บริหารช่อง 3 ย้ำแล้วย้ำอีก" เมื่อแจ้งว่ามีข่าวลือว่าอาร์เอสทุมเงิน 10 ล้านให้จุ๊นเป็นแพะ เฮียฮ้อกล่าวว่า "ไม่รู้ ไปถามผู้ใหญ่ช่อง 3 ดู"

ต่อข้อถามว่า ต่อไปฟิล์มต้องทำงานอย่างมีเงื่อนไข เงื่อนไขของเฮียฮ้อคืออะไร นายสุรชัย กล่าวว่า งานที่เป็นของฟิล์มก่อนหน้านี้ หลังจากที่ฟิล์มกลับมาทำงาน ก็ไม่ได้แปลว่างานจะเป็นของฟิล์มหมด ขึ้นกับการพิจารณาของแต่ละทีม และเงื่อนไขอื่นๆ พิจารณาเป็นงานๆ ไป

หลังการแถลงผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องนี้ไปยัง "แอนนี่ บรู๊ค" นักแสดงสาวตอบว่า คิดแล้วว่าเขาจะต้องเล่นเกมอันนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเตือน เห็นชัดๆ เลยว่าเขากำลังรังแกเด็ก เรื่องที่เขาบอกไม่เป็นความจริง อย่างกับ จุ๊น (กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธุ์สุข) เมื่อเช้าก็เพิ่งคุยกัน เพราะเมื่อวานมีข่าวเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เลยพยายามที่จะหาเบอร์ของเขาเพื่ออยากจะถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าตนไม่มีเบอร์ของเขา จนหามาได้ ก็คุยกัน ซึ่งเขาไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นอะไรเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เฮียฮ้อให้ข้อมูลมาว่า จุ๊นมีสัมพันธ์กับแอนนี่ และแอนนี่เรียกร้องเงิน 2.5 แสน นักแสดงสาวตอบว่า เท่าที่ทราบรู้แค่ว่าทางผู้ใหญ่ช่อง 3 กับเฮียฮ้อสนิทกัน ไม่รู้ว่าเขาจะมีข้อตกลงในเรื่องนี้อะไรกันหรือเปล่า ยืนยันเลยว่า ไม่มีเงิน 2.5 แสนนี้เลย เอาสมุดบัญชีมาให้ดูก็ได้ ไม่มีเงินเข้าแน่นอน พวกนี้มันมีหลักฐานอยู่ถ้าเป็นจริงก็เอาออกมาโชว์ก็เห็น ตอนนี้ฟิล์มเขาวิ่งพล่านไปหมดวิ่งหาใครต่อใครเพื่อที่จะพยายามหาคนมาเป็นแพะรับบาป

แอนนี่กล่าวต่อว่า เรื่องที่เขาทำอยู่ในขณะนี้ เขาทำเพื่อเป็นการที่จะลดความน่าเชื่อถือของตนลง เพื่อที่ว่าท้ายที่สุดถ้าหากว่าอะไรก็ตามที่เขาอยากจะพิสูจน์แล้วผลมันออกมาเป็นจริงตามที่ตนบอกคือเป็นลูกของเขา เขาก็จะร้องต่อศาลเพื่อที่จะขอเข้ามาเป็นผู้ดูแลลูก เพราะแม่ที่มีพฤติ กรรมแบบนี้ ไม่สมควรที่จะดูแลเด็ก เขาจึงพยา ยามที่จะให้ตรวจดีเอ็นเอให้ได้ เขาใช้วิธีบีบทุกอย่างให้ตนต้องตรวจให้ได้ ส่วนเรื่องจะฟ้องหรือไม่รอปรึกษาก่อน

ต่อมาผู้สื่อข่าวติดต่อไปทาง "จุ๊น-กิตติคุณ" เพื่อสอบถามถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น นักแสดงหนุ่มตอบว่า งงๆ กับข่าวที่เกิดขึ้น ตนกับแอนนี่ไม่เคยจะมีความสัมพันธ์อะไรกัน ไม่ได้สนิท เพียงแต่รู้จักเพราะว่าเราก็เป็นดาราด้วยกัน ไม่มีไปให้เงิน 2.5 แสนบาทอย่างที่เป็นข่าว ตนไม่ได้รู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นเลย

"ส่วนเรื่องที่บอกว่า ผมกลัวจนต้องหนีไปเมืองนอกก็ไม่เป็นความจริง จริงอยู่เพิ่งจะกลับจากอเมริกา แต่ไปทำงาน ไม่ได้เกี่ยวกับข่าวอะไรเลย ผมไม่ได้ทำผิดจึงไม่จำเป็นต้องหนี" ดาราหนุ่มกล่าวยืนยัน

ด้าน น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หน.ศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนเหญิง กล่าวว่า ช่วงเช้าวันที่ 28 ก.ย.ตนพร้อมด้วยทนายความและอาสาสมัครมูลนิธิเพื่อนหญิงเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจคุณแอนนี่ มีการพูดคุยรวมทั้งแนะนำในแง่กฎหมาย ทั้งนี้คุณแอนนี่บอกกับคณะว่ารู้ตัวก่อนหน้าที่ผู้บริหารอาร์เอสจะแถลงข่าว แล้วว่าจะมีการดิสเครดิต จึงให้คำแนะนำไปว่า หากเห็นว่าการให้ข่าวเป็นการให้ร้ายและทำให้เสื่อมเสียก็สามารถนำไปสู่การฟ้องร้องฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าได้ และหากจะให้มูลนิธิช่วยเหลือหรือขอคำแนะนำด้านกฎหมายก็ยินดีเสมอ

นางทิชา ณ นคร ผอ.บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวถึงกรณีเฮียฮ้อระบุว่าแอนนี่คบผู้ชาย 4 คน พร้อมทั้งเรียกเงินคนละ 2.5 แสนว่า ประชาชนต้องฟังความอย่างมีวิจารณญาณมากๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของคู่ผัวเมียธรรมดาทั่วไป ความจริงเรื่องนี้อาจถูกสร้างให้ตัวเองชอบธรรม เพราะมีเรื่องของผลประโยชน์มหาศาล เป็นเค้กก้อนใหญ่ทางธุรกิจ

นายวันชัย บุญประชา ผจก.มูลนิธิครอบครัว กล่าวว่า เฮียฮ้อออกมาพูดว่าผู้หญิงคบผู้ชายช่วงเดียวกันหลายคน ไม่แน่ใจว่าเด็กเป็นลูกใคร ให้ตรวจดีเอ็นเอ ความหมายคือจะบอกว่าผู้หญิง แบล็กเมล์ เรื่องนี้มีสองประเด็น คือ ประเด็นผลกระทบต่อตัวธุรกิจ ภาพลักษณ์ อาชีพคน ทั้งเฮียฮ้อ ฟิล์ม แอนนี่ ดังนั้น ถ้าเอาผลประโยชน์เป็นตัวตั้งให้ชนะอีกฝ่าย ให้เคลียร์ตัวเองออกมาจากเรื่องนี้ก็ไม่จบ ส่วนเด็กเติบโตในสังคมไปจะอยู่อย่างไร เฮียฮ้อคิดถึงเด็กไหม หรือคิดแต่เรื่องเงิน รายได้ตัวเอง ฟิล์มคิดถึงความรับผิดชอบต่อเด็กไหม ทุกคนคิดถึงตราบาปที่จะเป็นปัญหาตามมาหรือไม่

น.ส.ธนวดี ท่าจีน เลขานุการมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้มีความซับซ้อนมาก แรกๆ ชื่นชมเฮียฮ้อมากที่ออกมาเรียกร้องให้ผู้ชายแสดงความรับผิดชอบ แต่จากการฟังการแถลงข่าวของเฮียฮ้อล่าสุด ที่บอกว่าน้องเขาไปมีความสัมพันธ์ กับผู้ชายรวม 4 คน ทางเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการที่น้องแอนนี่ จะมีแฟนหรือคบกับใครหลายคนถือเป็นเรื่องส่วนตัว ฝ่ายหญิงสามารถฟ้องกลับได้ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว

"เบื้องต้นทางมูลนิธิเพื่อนหญิง ต้องสอบถามน้องแอนนี่ก่อนว่า กรณีที่มีการกล่าวหาว่าคบผู้ชายหลายคนถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว สามารถฟ้องกลับได้ หากแอนนี่ยินดีจะฟ้องกลับ ทางเราก็จะช่วยให้คำแนะนำและช่วยเหลืออย่างเต็มที่"

น.ส.ธนวดีกล่าวอีกว่า กรณีฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ โดยที่ฝ่ายชายไม่รับผิดชอบ ถือเป็นปัญหาเรื้องรังเกิดขึ้นกับสังคมมานานแล้ว จากการตรวจสอบลงพื้นที่หาข้อมูลพบว่าเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี สูงถึงประมาณ 1 หมื่นคนต่อปี จึงขอให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือชูเป็นวาระแห่งชาติไปเลย โดยเฉพาะการสอนหลักสูตร เพศศึกษาที่ถูกต้อง

วันเดียวกัน ที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและสตรี จ.ชุมพร นางปทุมพร ทองภูเบศร์ หน.ศูนย์ฯ กล่าวว่า การแถลงดังกล่าวของเฮียฮ้อถือว่าไม่เหมาะสม เหยียดหยามดูหมิ่นเพศหญิง ต้องการเพียงรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น ดังนั้นเราจะเรียกร้องให้มีการต่อต้านผลงานของศิลปินสังกัดค่ายดังกล่าวทั้งหมด โดยเฉพาะนักร้องที่กำลังเป็นข่าว จะรณรงค์ไม่ให้ซื้อ หรือบริโภคผลงานอีกต่อไปแม้แต่ชิ้นเดียว รวมถึงไม่ต้อนรับเข้าสู่ จ.ชุมพรด้วย ศูนย์ฯ เพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปเยี่ยมให้กำลังใจแก่แอนนี่ที่กทม. เมื่อมาถึงได้ยินคำแถลงก็จะมีการรวบรวมสมาชิกเดินทางไปให้กำลังใจอีกครั้ง รวมถึงถ้าแอนนี่ต้องการทนายความก็จะจัดหาให้

ด้าน นางจันทร์คำ มีเลข วัย 54 ปี แม่ของแอนนี่ ซึ่งมีอาการป่วยและนอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเลขที่ 160 หมู่ที่ 4 ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง โดยนางจันทร์คำอยู่ในสภาพอ่อนเพลียและซูบผอมลงไปมากกล่าวว่า ตอนนี้อาการเครียด ปวดหัวและวิงเวียนศีรษะดีขึ้นมาก หลังตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้เดินทางออกไปนอกบ้าน เนื่องจากต้องพักรักษาตัวอยู่ในบ้าน ช่วงที่ป่วยและเครียดจัดบุตรสาวโทรศัพท์มาให้กำลังใจว่าไม่ต้องคิดและเครียดเรื่องที่เกิดขึ้น ทำใจให้สบาย เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น แอนนี่จะเป็นคนจัดการด้วยตนเอง

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับชายอื่น นางจันทร์คำ กล่าวว่า มั่นใจว่าลูกสาวไม่คบผู้ชายหลายคน ลูกสาวไม่มีคนอื่น มีเพียงผู้ชายคนนี้ (ฟิล์ม) คนเดียว ทั้งนี้ นางจันทร์คำ ยอมรับว่าตั้งแต่เกิดเรื่อง นอนไม่ค่อยหลับ กินอาหารน้อยลง ประกอบมีโรคประจำตัวหลายโรคทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและซูบผอมลงอย่างมาก

ต่อมาเวลา 19.00 น. ดาราหนุ่ม 'จุ๊น'กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธุ์สุข เปิดเผยอีกครั้งในงานเปิดร้าน คริสปี้ ครีม ที่สยามพารากอน โดยยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่อยากจะบอกช่วงนี้เราต้องสงสารพี่แอนกับลูกของเขามากที่สุด เมื่อถามว่ารู้จักกับแอนนี่ หรือเปล่า ดาราหนุ่มยอม รับว่า ดาราทุกคนก็ต้องรู้จักกันอยู่แล้ว แต่ไม่สนิทเลย เคยเจอเขานานมาแล้ว และไม่เคยมีความสัมพันธ์กับพี่แอนนี่เลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีโอนเงินให้แอนนี่ 2.5 แสนจริงหรือไม่ ดาราหนุ่มปฏิเสธว่า ไม่มี เมื่อถามว่า ถ้าจะให้ตรวจดีเอ็นเอ จะตรวจหรือเปล่า ตนไม่ได้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งหรือว่ายุ่งเกี่ยวกับเขา ทำไมต้องมาตรวจ

ด้านนายสมรักษ์ ณรงค์วิชัย ผู้จัดการฝ่ายผลิตรายการ ของช่อง 3 กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า ความจริงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างฟิล์มกับแอนนี่น่าจะจบลงได้แล้วถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาพูดความจริง อย่างไรก็ตามทางตนก็ให้คนไปประสานกับทางแอนนี่ว่าให้แอนนี่ออกมาพูดความจริงด้วย





ที่มา : ข่าวสด ออนไลน์

Click here to Read more...

“พจน์” สับ “แอนนี่” เล่นละครออกสื่อ แหล 3-4 ปีที่ผ่านมารักแต่ “ฟิล์ม” ทั้งที่ 2 ปีก่อนมาร้องไห้กับตนโดนผัวเสื้อแดงเตะ แฉอีกเคยอ่อยชวนเด็กในสังกัดตนไปเที่ยว แถมบอก “จุ๊น” ท้อง 27 พ.ย. แต่กลับบอก “ฟิล์ม” ท้อง 2 ธ.ค. ด้านนักร้องหนุ่มรับได้เสียอีกฝ่ายเมื่อธ.ค. งงตั้งท้องไม่ถึง 9 เดือน เชื่อข้อมูล “เฮียฮ้อ” เป็นจริง แขวะถ้า “แอนนี่” ไม่ตรวจดีเอ็นเอ บอกทุกคนให้ตรวจประวัติอีกฝ่ายดีกว่า

       

       คันปากอยากเมาท์สุดๆ สำหรับผู้กำกับปากจัด “พจน์ อานนท์” ที่กลายเป็นที่ปรึกษา และนักร้อง-พระเอกหนุ่ม “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” ไว้วางใจให้ข้อมูลและระบายความในใจให้ฟัง เกี่ยวกับกรณีทำ “แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค” ท้องจนมีลูก ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้กำกับชื่อดังก็ได้นำข้อมูลจากนักร้องหนุ่มออกมาพูด ประหนึ่งเป็นกระบอกเสียงแทนไปแล้ว พร้อมวอนสังคมให้ฟังความฝั่ง “ฟิล์ม” บ้าง

       

       จากครั้งนั้นเจ้าตัวตั้งใจจะหยุดให้ข่าวใดๆ แต่แล้วก็เกิดอาการสุดทนเมื่อได้ยินคำสัมภาษณ์ของ “แอนนี่” ที่เปิดใจกับสื่อเป็นครั้งที่ 2 กลางรายการ “ตีสิบ” โดย “พจน์” บ่นเบื่อดูละครที่อีกฝ่ายเล่นเลยต้องออกมาพูด จวกแหลเห็นๆ ที่ว่า 3-4 ปีที่ผ่านมาเพิ่งมารัก “ฟิล์ม” ทั้งที่เมื่อ 2 ปีก่อนยังมานั่งร้องไห้กับตนว่าโดนผัวสีแดงเตะ

       

       "บอกตรงๆ พี่ไม่อยากพูดนะ แต่ที่พี่พูดเพราะเบื่อดูละครแล้ว เท่าที่ดูเขาออกทีวีพี่รู้สึกว่าเหมือนเขาเล่นละคร เท่าที่พี่รู้จักตัวตนเขากับที่เขาพูด มันตรงกันข้ามกันหมดเลย พี่ไม่ได้ว่าลูกผู้หญิง แต่อยากให้สังคมรู้จักผู้หญิงคนนี้ว่าเขาเป็นยังไง บังเอิญพี่รู้จักแล้วก็รู้เรื่องเขา เคยเจอประสบการณ์กับตัวเอง เพราะเขาเล่นหนังพี่เรื่อง แต๋วเตะตีนระเบิด ตอนแรกว่าจะไม่พูดแต่มันกลายเป็นแสดงละคร อย่างกรณีที่เขาบอกว่าไม่เคยรักใครมา 3-4 ปีเพิ่งจะมารักฟิล์ม อันนี้โกหกแบบเห็นๆ เพราะเล่นหนังพี่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยังมานั่งร้องไห้บอกผัวที่เป็นสีแดงเตะ ก็ไปตามกันเอาเอง (ยิ้ม) ต่อย ตี ทะเลาะกันทุกวัน

       

       “อีกเรื่องในกองก็มีนักแสดงของพี่คนหนึ่ง บ้านเขาอยู่แถวเดียวกับเขา เขาก็อาสาไปส่งบ้าน พอถึงบ้านก็ถามนักแสดงพี่ว่าอยู่คนเดียวเหรอ เหงาไหม เขาเองก็เหงาไปเที่ยวกันไหม แต่นักแสดงพี่มันกลัวพี่ไง มันเลยตอบปฏิเสธไป พี่ก็รู้มาตั้งนานแล้ว อันนี้พี่พูดความจริง อย่ามาว่าพี่อีก อย่างที่บอกไปว่าชวนเด็กพี่ไปเที่ยวอาร์ซีเอกันไหม เดี๋ยวไปส่งถึงหน้าบ้าน เขาก็ไม่ยอมกลับ เด็กมันก็เพิ่งมาเล่าให้พี่ฟัง เพราะมันไม่กล้าพูด"

       

       เชื่อข้อมูลของ “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” เป็นเรื่องจริง

       

       "ที่เฮียเขาพูด ผมว่าเฮียระดับผู้ใหญ่แล้ว ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงเฮียคงไม่กล้าพูด ในความรู้สึกพี่ก็ตั้งใจว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เพราะฟิล์มได้พูดไปหมดแล้ว แต่พี่เห็นไม่จบสักทีแล้วเขาเล่นละครเก่งมาก แล้วมีตัวละครออกมาเยอะแยะไปหมด วงการบันเทิงรู้ดี ตัวเขาย่อมรู้ดีว่าทำอะไรอยู่ ถ้าจะว่าพี่เสือกหรือว่าพี่ยุ่ง ทุกคนในที่นี้ก็ยุ่งหมดทุกคน ไม่ว่ารายการสรยุทธ รายการตีสิบอะไรก็ยุ่งหมด ในเมื่อทุกคนยุ่งได้พี่ก็ยุ่ง ทีแรกก็ว่าจะเลิกยุ่งแล้ว แต่เมื่อเป็นการแสดงละคร ในวงการเขารู้ดี ถ้าคนที่รู้จักเขาก็จะรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง แต่บังเอิญพี่ดันเสือกไปรู้จัก ก็เลยต้องเสือกออกมาพูด (ยิ้ม)"

       

       ซัด “แอนนี่” อีกดอกบอก “จุ๊น กิตติคุณ” ท้อง 27 พ.ย. แต่กลับบอก “ฟิล์ม” ท้อง 2 ธ.ค เผยนักร้องหนุ่มเล่าได้เสียกับดาราสาวเมื่อเดือนธ.ค. งงอีกฝ่ายตั้งท้องไม่ถึง 9 เดือน

       

       "เรื่องจุ๊นพี่ไม่รู้เท่าไหร่ แต่ก็ได้ข่าวมาเหมือนกันว่า เขาบอกจุ๊นว่าท้องเมื่อ 27 พ.ย.ปีที่แล้ว แต่เขามาบอกกับฟิล์มว่าท้องเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. คนที่พูดให้ฟังก็น่าเชื่อถือได้ เพราะพี่เองคงไม่ไปท้องกับเขา แล้วละครเรื่อง ปีศาจแสนกล เลี้ยงปิดกล้องเดือน ธ.ค. คือต้องคุยเรื่องบนเตียงนิดนึงนะ ฟิล์มบอกว่ามีอะไรกับเขาช่วงหลังปิดกล้องก็คือเดือนธ.ค. แต่เขามาคลอดลูกเดือน มิ.ย. เด็ก 6-7 เดือนออกแล้วหรอ พี่ก็งงๆ

       

       “แต่ก็ไม่ได้ว่า ถ้าเป็นลูกฟิล์มก็ดี พี่จะได้ช่วยเลี้ยง แต่มันก็น่าสงสัย เรื่องของเรื่องทั้งหมดถ้าเขายอมตรวจดีเอ็นเอก็จบ เพราะฟิล์มมันก็ยอมรับอยู่แล้ว แต่เขาไม่ยอมตรวจ ถ้างั้นเราน่าจะตรวจประวัติเขาดีไหม ดีกว่าตรวจดีเอ็นเออีก ถามว่าเรื่องมันจะบานปลายถึงไหน ต้องขึ้นอยู่กับเขานะ เพราะเขาเป็นตัวแสดงคนนึงที่คนในวงการรู้”





ที่มา : Manager Online

Click here to Read more...

"เทพไท" ปูดศาลจ่อออกหมายจับ "ทักษิณ" เพิ่มอีก 1 คดี ฐานหนีหมายเรียกคดีหมิ่น "มาร์ค" สั่งฆ่าประชาชน

วันนี้ (28 ก.ย.) นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า จากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ยื่นฟ้องในคดีหมิ่นประมาทต่อศาลอาญา กรณีที่ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ใน วันที่ 14-17 มี.ค.รวม  4 กรรม 4 วาระว่านายกฯ สั่งฆ่าประชาชน ซึ่งศาลเห็นว่ามีมูลและประทับรับฟ้องและได้ออกหมายขังไว้ เนื่องจากจำเลยไม่มาศาล จึงจะออกคำสั่งให้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกคีดหนึ่ง.




ที่มา : Daily News Online

Click here to Read more...

       ธ.พาณิชย์-ธปท.ได้ข้อสรุป 4 มาตรการ ลดค่าโอนเงิน-ถอนจากตู้เอทีเอ็ม ข้ามเขต คิดราคาเดียว 15 บาท ถอนต่างธนาคาร 10-20 บาท คาดเริ่มได้ปี 54 ธนาคารสูญรายได้ 7 พันล้าน

       

       นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยระบุว่า มีมติปรับค่าธรรมเนียม 4 มาตรการ คือ 1. การโอนเงินผ่านเอทีเอ็มธนาคารเดียวกันแต่ข้ามเขต ปัจจุบันคิดค่าบริการหมื่นละ 10 บาท บวกค่าธรรมเนียมอีกรายการละ 10 บาท เฉลี่ยรวมค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 20 สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อรายการแล้วแต่วงเงิน อัตราใหม่จะเปลี่ยนเป็น โอนเงินได้ฟรีในครั้งแรกของแต่ละเดือน ครั้งต่อไปคิดรายการละไม่เกิน 15 บาท ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือแรงงานซึ่งป็นคนต่างจังหวัดในเขตกรุงเทพ หรือทำงานข้ามเขตมีความจำเป็น ต้องโอนเงินรายได้กลับบ้าน เริ่มใช้ไตรมาสแรกปี 2554

       

       มาตรการ 2. การถอนเงินธนาคารเดียวกันแต่ข้ามเขต ซึ่งปัจจุบันธนาคารส่วนใหญ่คิดค่าบริการหมื่นละ 10 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท เป็นอัตราใหม่ ไม่เกิน 15 บาทต่อรายการ ซึ่งจะใช้ในไตรมาสแรกปีหน้า เช่นเดียวกัน 3. การทำธุรกรรมถอนหรือถามยอด ผ่านตู้เอทีเอ็มของต่างธนาคาร ซึ่งปัจจุบันในเขตกรุงเทพ จะถอนเงินหรือถามฟรีได้ 4 ครั้งแรกของเดือน ครั้งที่ 5 คิดรายการละ 5 บาท ส่วนต่างจังหวัด ถอนเงินคิด 20-25 บาทต่อรายการ และในครั้งที่ 5 จะคิดเพิ่มอีก 5 บาทต่อรายการ เปลี่ยนเป็น ให้ฟรี 4 ครั้งต่อเดือน ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพ ส่วนครั้งที่ 5 ขึ้นไป คิดไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ เริ่มใช้ไตรมาส 2 ปีหน้า

       

       4.การถอนเงินต่างธนาคารข้ามเขตผ่านตู้เอทีเอ็ม ธนาคารส่วนใหญ่คิดค่าบริการหมื่นละ 10 บาท บวกค่าธรรมเนียมคู่สายอีก 10 บาท รวมขั้นต่ำ 20-25 ต่อรายการ และเพิ่มขึ้นตั้งแต่ครั้งที่ 5 เป็นต้นไปอีกครั้งละ 5 บาท เปลี่ยนใหม่เป็น ฟรี 4 ครั้งแรก ต่อเดือน ครั้งที่ 5 ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ โดยเริ่มบังคับใช้ไตรมาส 2 ปีหน้า

       

       “ผลสรุปที่ออกมา จะดูเหมือนคนต่างจังหวัดได้ประโยชน์ และกรุงเทพจ่ายเพิ่มขึ้น แต่จริงๆแล้ว ตรงนี้มันจะได้ประโยชน์ต่อส่วนรวมเนื่องจากลูกค้าในกรุงเทพมีทางเลือก ที่จะใช้บริการตู้เอทีเอ็มของธนาคารตัวเองได้ทุกมุมเมือง ที่สำคัญต่อไปการใช้บริการข้ามธนาคาร จะมีการประกาศที่ตู้เอทีเอ็ม เพื่อแสดงเงื่อนไขการคิดค่าธรรมเนียมเพื่อเตือนลูกค้า ในกรณีไม่อยากเสียค่าบริการก็สามารถยกเลิกได้”

       

       ส่วนเรื่องการโอนเงินเอทีเอ็มข้ามธนาคารในต่างจังหวัด แม้จะยังไม่มีการหารือกันในครั้งนี้ แต่ยังมีโอกาสจะพูดคุยกันในรอบต่อไปได้ ไม่ถือว่าหมดหวัง

       

       ด้านนายชาติศิริ โสภณพนิช นายกสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า มาตรการที่ออกมากระทบให้ธนาคารมีรายได้ลดลงทุกแห่ง แต่บอกไม่ได้ว่าเท่าไหร่ เพราะแต่ละธนาคารมีต้นทุนที่ต่างกัน แต่การดำเนินการดังกล่าว ถือว่าได้ประโยชน์

       

       รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ระบุว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมครั้งนี้กระทบต่อธนาคาร เพราะรายได้หายไปประมาณ 7 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด 2 หมื่นล้านบาท


ที่มา manager Online

Click here to Read more...

       ก่อนคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งมี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นประธาน จะพิจารณาชื่อผู้เหมาะสมลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี ตามมติของสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคลงมติยืนยัน

        นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความพร้อมลงสมัคร พร้อมระบุว่า ไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

        ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ยืนยัน จะพิจารณาสมาชิกพรรคที่มีความเหมาะสมที่สุดลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ โดยขณะนี้มีผู้แสดงเจตจำนงในการลงสมัครแล้ว 4-5 คน ทั้งหมดเป็นคนในพื้นที่ และกล่าวย้ำถึงมารยาททางการเมือง ที่เชื่อมั่นว่า นายสุเทพจะไม่ใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

        นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กล่าวยอมรับว่า รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ไม่มีข้อห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นคุณสมบัติของนายสุเทพ แม้ไม่ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ไม่ขัดต่อกฎหมาย และ กกต.ไม่วินิจฉัยกรณีมารยาททางการเมือง หรือความรับผิดชอบทางการเมือง แต่ระบุถึงเงื่อนไขของกฎหมายที่ห้ามผู้รักษาการรัฐมนตรีหาเสียงเลือกตั้งในเวลาราชการ เพราะหากมีการร้องเรียนต้องพิจารณาโทษตัดสิทธิ์ หรือเพิกถอนสิทธิ์ คือการพิจารณาให้ใบเหลือง ใบแดงได้

        เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา ครม.เห็นชอบร่างกฤษฎีกาเลือกตั้งซ่อมแทน นายชุมพล กาญจนะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยกำหนดวันเลือกตั้ง 30 ตุลาคม และรับสมัครระหว่างวันที่ 4-8 ตุลาคมนี้


Click here to Read more...

       พ่อค้าแม่ขายประจำตู้จำหน่ายโทรศัพท์มือถือรายย่อยในห้างดังย่านปทุมวันบางส่วนยอมรับ ว่าการเปิดตัว iPhone 4 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จนนำไปสู่การลดราคาจำหน่ายเครื่องให้เท่าราคาเปิดตัวนั้นมีผลทำให้ผู้ค้าขาดทุน อย่างไรก็ตาม กติกาการต่อคิวซื้อเครื่องทั้งหลายทั้งมวลก็มีส่วนช่วยเป็นแต้มต่อให้ผู้ค้าตามตู้ยึดเป็นจุดแข็งในการขายขณะนี้

       

       หลายร้านยอมรับด้วยว่า Blackberry นั้นขายดีกว่า iPhone โดยล่าสุดผู้ค้าบีบีเครื่องหิ้วหัวใส ใช้กลเม็ด"บีบีพินสวย" ดันราคาแบล็กเบอรี่ 9700 ที่มีราคาปกติราว 13,000 บาท ให้พุ่งเป็น 35,000 บาทได้ ว้าวๆ

       

       ***ลดราคา iPhone 4 เท่าเครื่องศูนย์

       

       ตามความคาดหมาย iPhone 4 เครื่องหิ้วในชั้น 4 ห้างมาบุญครองมีการปรับลดลงมาใกล้เคียงกับราคาเปิดตัวของเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ จากราคาตั้งต้นที่แพงเหลือเชื่อราว 30,000 บาทขึ้นไป (ข่าวลือแว่วมาว่าถึงระดับ 50,000 บาทในช่วงสัปดาห์แรกของการวางจำหน่าย) ก่อนจะลดลงเหลือ 28,000 - 29,000 บาทในช่วงก่อนการเปิดตัว และมาอยู่ในระดับเริ่มที่ 23,000 บาทในขณะนี้

       

       iPhone 4 ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายบนมาบุญครองนั้นมี 2 ประเภท 2 ราคา ได้แก่ เครื่อง Unlock (ซื้อมาแล้วใช้งานได้ทันทีไม่ต้อง JailBreak) จากฮ่องกง และเครื่อง Lock จากสหรัฐฯ (ต้อง JailBreak และลง App เพื่อ Unlock เครื่องเพื่อให้ใช้งานได้ ซึ่งมีความเสี่ยงในกรณีการอัปเดทระบบปฏิบัติการ เพราะจะต้องลุ้นให้ JailBreak และปลดล็อคสำเร็จ ถ้าทำไม่ได้ iPhone ก็จะกลายเป็นที่ทับกระดาษแทน ซึ่งขณะนี้ iOS4.1 ยังไม่สามารถ Unlock ได้)

       

       จากการสุ่มสอบถาม ร้านค้าหนึ่งจำหน่าย iPhone 4 สหรัฐฯ 16GB ในราคา 23,300 บาท รุ่น 32GB อยู่ที่ 27,500 บาท ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงกับราคาที่เปิดตัวโดย 3 โอเปอเรเตอร์ใหญ่บ้านเราคือ 16GB 22,500 บาท (หรือ 23,807.50 บาทเมื่อรวม VAT) และ 32GB 26,000 บาท (หรือ 27,820 บาท เมื่อรวม VAT)

       

       ขณะที่เครื่องจากฮ่องกงจะถูกบวกราคาเพิ่มขึ้นอีกราว 500-1,500 บาท บนจุดขายที่ว่าผู้ใช้ไม่ต้อง JailBreak ซ้ำซาก

       

       เมื่อสอบถามว่า ราคา iPhone 4 ที่ลดลงนั้นทำให้ขาดทุนหรือไม่ ผู้ค้าหลายรายส่ายหัวแล้วตอบว่า "เรียบร้อย" โดยบอกว่าราคา iPhone 4 บนมาบุญครองนั้นเปลี่ยนแปลงวันต่อวัน บนสัจธรรมว่า "ของน้อยก็ราคาแพง ของมากก็ราคาถูก" ขณะที่บางรายเจ็บตัวน้อยกว่า เพราะไม่ได้สั่งสินค้ามาสต็อกที่ตู้

       

       ผู้ค้าส่วนใหญ่บอกว่ายังขาย iPhone 4 ได้อยู่เรื่อยๆเพราะขณะนี้ผู้ที่จะซื้อเครื่องศูนย์ได้จะต่อต่อคิวและจองเท่านั้น ผู้ค้าหลายรายจึงให้ข้อดีของการซื้อเครื่องหิ้วแก่ลูกค้าว่าจะไม่ต้องรอคิวนาน ซึ่งการซื้อเครื่องแบบปกติจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม สำหรับช่วงเวลานั้น ผู้ค้าแต่ละคนไม่สามารถคาดการณ์ราคาจำหน่ายได้เพราะราคาจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

       

       ที่น่าสนใจคือ ร้านค้าบางร้านนำเครื่อง iPhone 4 จากศูนย์เช่นทรู ดีแทคและเอไอเอส มาวางจำหน่ายต่อด้วย โดยให้จุดขายว่าเป็นเครื่องศูนย์ที่ลูกค้าไม่ต้องเหนื่อยเสียเวลามารับเครื่องเอง แต่จะวางจำหน่ายเพียง 1-2 เครื่องในราคาเริ่มที่ 26,000 บาท ซึ่งก็มีคนสั่งจองแล้วบางส่วน

       

       สำหรับราคา iPhone 4 เลียนแบบจากจีนนั้นวางจำหน่ายในราคา 3,900 บาท รองรับไว-ไฟเล่นอินเทอร์เน็ตได้ สามารถใส่ได้ 2 SIM ความจุในเครื่อง 1GB เพิ่มได้สูงสุด 16GB ดูทีวีไม่ได้ หน้าจอเล็กกว่าเล็กน้อย

       

       ***iPhone 3Gs ราคาเริ่มที่ 18,400 บาท

       

       เป็นธรรมดาที่ว่าเก่าไปใหม่มา iPhone 3Gs ที่เคยจำหน่ายในราคา 24,xxx บาท วันนี้มีราคาเริ่มที่ 18,xxx บาท (8GB เครื่องสหรัฐฯ)

       

       รุ่น 16GB บางร้านจำหน่ายที่ 19,500 บาทสำหรับเครื่องสหรัฐฯ และ 20,000 บาทสำหรับเครื่องฮ่องกง โดยรุ่น 32GB เครื่องสหรัฐฯอยู่ที่ 21,000 บาท

       

       ในขณะที่ iPhone 3G รุ่น 8GB ยังมีจำหน่ายอยู่ สนนราคา 13,800 บาท

       

       สำหรับ iPhone 3Gs เลียนแบบจากจีนนั้นราคาจำหน่ายราว 2,900 บาท ไม่มีไว-ไฟ แต่เล่นอินเทอร์เน็ตผ่าน EDGE ได้

       

       ในส่วนของ iPad ผู้ค้าเชื่อว่าจะมีราคาคงที่ไปนับจากนี้ไม่ว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย โดยรุ่นไว-ไฟ 16GB ราคา 17,800 บาท และรุ่นพร้อม 3G 16GB ราคาเริ่มที่ 21,900 บาท

       

       ***Blackberry "PIN มงคล" ราคาทะลุ 35,000 บาท

       

       ช่วงเวลาสั้นๆของการสำรวจตู้จำหน่ายเครื่องหิ้ว พบว่าลูกค้าที่มุงตามตู้นั้นจับจ่ายซื้อ"บีบี"อย่างคึกคัก โดยรุ่นที่ยังได้รับความนิยมในขณะนี้อย่าง Bold 9700 ราคาอยู่ที่ 13,000 บาท และรุ่น Torch 9800 ทรงสไลด์ใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเปืดตัวในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ สนนราคาอยู่ที่ 20,800 บาท

       

       หนึ่งในความโดดเด่นของตลาดค้าบีบีที่เห็นได้ชัดคือ การจำหน่ายบีบี "PIN" สวย โดยเครื่องที่มี PIN เลขซ้ำ เลขเรียง และเลขมงคลจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท

       

       เช่น รุ่น 9700 ที่มีเลข 22**8877 ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 18,000 บาท หรือเลข 22**9999 ก็จะมีราคาสูงถึง 32,000 บาท ขณะที่เลข ***EEEEE หรือที่ผู้ค้าเรียกว่า five E นั้นสูงถึง 35,000 บาท

       

       บีบีรุ่นเล็กอย่าง Curve 8520 ที่มีราคาดั้งเดิมราว 7,xxx บาท ก็ยังมีเลขสวยวาง โดยเลขตองพร้อมเลขเรียง เช่น ****5678 จะถูกตั้งราคาไว้ที่ 18,000 บาท

       


Click here to Read more...

Updated - ดีแทคทำเก๋ จัดงานปาร์ตี้เปิดตัว iPhone 4 อย่างเดียวไม่มีต่อคิวรับเครื่องกลับบ้านถึงดึกดื่น แต่จะใช้วิธีขับคาราวานมอเตอร์ไซค์ 100 คันส่งเครื่องให้ผู้จอง iPhone 4 ใน 100 คนแรกตั้งแต่ 7 โมงเช้าวันที่ 24 กันยายนแทน ย้ำความต่างจากเอไอเอสและทรูมูฟที่การ “เอาใจมากกว่า”

       

       ธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้บริหารดีแทคให้สัมภาษณ์ว่าเหตุที่ดีแทคไม่จัดงานรับเครื่อง iPhone 4 ในเวลา 24.00 น.ของวันที่ 23 กันยายน เพราะต้องการใช้วิธีส่งมอบเครื่องถึงมือลูกค้าโดยตรง โดยผู้บริหารดีแทคจะร่วมเดินทางไปกับคาราวานมอเตอร์ไซค์สีฟ้าเพื่อส่งมอบ iPhone 4 แก่ผู้ลงทะเบียนออนไลน์ 100 คนแรก

       

       สำหรับงานเปิดตัว iPhone 4 ของดีแทคนั้นจัดขึ้นที่ dtac house ชั้น 38 อาคารจามจุรีสแควร์ ในรูปปาร์ตี้ชื่อ Thursday Night Fever โดยผู้จอง iPhone 4 จะจ่ายชำระเงินและเลือกโปรโมชันในงานนี้แต่ไม่ได้รับเครื่องกลับบ้านไป โดยคาราวานมอเตอร์ไซค์จากดีแทคจะนำส่งเครื่องให้ใน 7 โมงเช้าวันที่ 24 กันยายน

       

       เบื้องต้นดีแทคเปิดเผยว่า ยอดผู้จอง iPhone 4 กับดีแทคในขณะนี้มีจำนวนราว 16,000 คน โดยผู้ที่ลงทะเบียนจอง iPhone 4 นอกเหนือจาก 100 คนแรกจะสามารถรับเครื่องที่อาคารจามจุรีได้ตั้งแต่บ่ายโมงตรง โดยจะเปิดให้ผู้จองเข้ารับเครื่องตลอดสุดสัปดาห์ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ที่ชั้น G อาคารจามจุรีสแควร์

       

       สำหรับราคาแพคเกจใช้งาน iPhone 4 ของดีแทคนั้นเริ่มที่ 449 บาทต่อเดือน สูงสุด 699 บาทต่อเดือน ราคาเครื่องพร้อมแพคเกจเริ่มที่ 20,650 บาท เครื่องเปล่าเริ่มที่ 22,250 บาท มีทั้งอัตราผ่อน 6 เดือน 10 เดือน และ 18 เดือน

       

       หลังจากวันที่ 24 กันยายน เครื่อง iPhone 4 จะวางจำหน่ายในสำนักงานบริการลูกค้าของดีแทค ร้าน iStudio ร้านเจมาร์ท และร้านทีจีโฟนที่ร่วมรายการกว่า 130 แห่งทั่วประเทศ




ที่มา : Manager Online.

Click here to Read more...





เมื่อเวลา 14.30 น. นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม นักร้องชื่อดัง แถลงที่อาคารเชษฐ์โชติศักดิ์3 บมจ.อาร์เอส ภายหลังเกิดกระแสข่าวมีลูกกับ "แอนนี่ บรู๊ค" ดาราสาว ว่า จริงๆ ไม่ได้อยากออกมาพูด แต่ทนรับแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว ตนคนเดียวไม่หนักใจมาก แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนที่ตนรักถูกกดดันกันหมด แม่ก็ต้องเข้าโรงพยาบาล



"ผมยอมทุกอย่างไม่ว่าจะให้ทำอะไร ผมขอบคุณทุกคนจริงๆนะครับ ผมไม่มีอะไรจะพูด" นายรัฐภูมิกล่าว



นายรัฐภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอโทษทุกคนที่ทำให้เสียใจและผิดหวัง และขอขอบคุณเฮียฮ้อ นายสุรชัย เชษฐ์โชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส และภรรยา ทีมงาน และแฟนคลับที่ให้กำลังใจมาตลอด และขอโอกาสในการทำงานอีกครั้ง ทั้งนี้จะเข้าไปขอโอกาสกับเฮียฮ้อ จะได้ทำงานกับอาร์เอสอีกครั้ง จากนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังอีก



"เรื่องนี้เกิดจากคน 2 คน ถ้าคน 2 คนพูดกันเองคงไม่เคลียร์ ถ้าจะคุยกันก็น่าจะมีพ่อแม่ผม หรือพ่อแม่ของเขาเข้าไปรับรู้ด้วย เรื่องได้จะจบ แต่ตอนนี้ผมสงสารเด็ก ไม่อยากให้เด็กรับรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตอนนี้ พอผมเห็นเด็ก ผมก็รักเด็กมาก พ่อแม่ผมก็อยากอุ้มหลาน แต่อยากให้ผมตรวจดีเอ็นเอ เพื่อความสบายใจของผู้ใหญ่" ฟิล์ม กล่าว



"แต่สิ่งแรกที่ผมพูดไป ผมพูดความจริง ผมเคยถามเขาตั้งแต่รู้ว่าเขามีน้องว่าใช่หรือ ใช่ลูกผมหรือ เขาก็ร้องไห้ ผมเลยปลอบและไม่รู้จะพูดยังไง ผมก็บอกกับเขาเอาเถอะ เลี้ยงเขาให้ดีที่สุด อย่าทำลายเขา เพราะผมกลัวว่าถ้าผมถามว่าเขาจะตรวจดีเอ็นเอไหม ก็กลัวว่าจะทำลายน้ำใจเขา เพราะผมพูดถึงเรื่องตรวจดีเอ็นเอทีไร เขาก็จะถามผมกลับว่าไม่เชื่อเขาหรือ"



นอกจากนี้ ฟิล์ม กล่าววว่า ชื่อเสียงที่ตนสร้างมาทั้งหมดก็ยังไม่เท่ากับที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้เสียหาย หลังจากวันนี้คงกะระยะเวลาตรวจดีเอ็นเอไม่ได้ ไม่รู้ว่าโทรไปหาแอนนี่จะได้คุยกันหรือไม่ ตนไม่มีโอกาสได้คุยมานานแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นแม่กับผู้จัดการคุยกับเขามาตลอด



เมื่อถามถึงสังคมพาดพิงถึงครอบครัว ฟิล์มกล่าวว่า "มันแย่มากครับ ผมร้องไห้จนไม่มีน้ำตาแล้ว เฮียและซ้อคาดหวังผม แฟนๆก็คาดหวัง แต่ผมกลับทำให้ทุกอย่างพังทลาย ก่อนนี้ผมทำความดีให้กับสังคม เป็นตัวอย่างให้กับน้องๆ เพราะผมไม่รู้จะตอบแทนสังคมอย่างไร ผมไม่โกรธใครทั้งนั้น นอกจากโกรธตัวเอง และผมก็ได้รับกรรมในสิ่งที่ผมไว้แล้ว"


 


"ช่วงที่หายไปก็ได้อยู่กับครอบครัว ใช้เวลาปฏิบัติธรรมนั่งกรรมฐาน แต่ก็อยู่แบบเศร้าๆ พอสักพักก็จะมีคนโทรมาบอกว่ามีนักข่าวตามไปหายายบ้าง พ่อบ้าง ถึงจะมีแม่คอยปลอบอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ผมโทรไปหาเฮีย เฮียก็บอกว่าไม่ได้นอนเลย ทุกคนแย่เหมือนกันหมด" ฟิล์มกล่าว และยืนยันว่าไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย


 


เมื่อถามว่าถ้าเป็นลูกจริงๆ จะทำอย่างไรต่อไป ฟิล์มกล่าวว่า "ถ้าเป็นลูกผมก็ดีใจ และผมจะทำหน้าที่พ่อให้ดี ตั้งแต่วันแรกผมก็ไม่เคยทอดทิ้ง ผมจริงใจและจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด"


 


"ในความคิดผมไม่รู้อะไรเป็นยังไงต่อไป แต่ถึงเขาจะไม่ตรวจ ผมก็จะให้ความช่วยเหลือต่อไปอยู่ดี แต่ถามว่าติดใจไหม ก็ติดใจ เพราะก็อยากรู้และจะได้ทำอะไรได้ดีขึ้นกว่าเดิม แบบไม่คาใจ"


 


เมื่อนักข่าวถามอะไรที่ทำให้ฟิล์มไม่มั่นใจว่าเด็กคนนี้เป็นลูกฟิล์ม นักร้องหนุ่มกล่าวว่า "ไม่รู้ครับ ไม่ตอบดีกว่า ผมไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ แล้ว"


 


เมื่อถามว่าจะยื่นขอศาลให้ฝ่ายหญิงตรวจดีเอ็นเอหรือไม่ ฟิล์มกล่าวว่า "ยังไม่รู้ครับ ขอปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน แต่อย่างไรผมก็จะส่งเสียเลี้ยงดูเด็กไปตลอด" และว่า ต้องขอโทษแอนนี่ที่ทำให้เสียใจ


 


เมื่อถามจะบวชหรือไม่ นักร้องชื่อดังกล่าวว่า "อยากบวชครับ ตอนนี้อยากบวชมากๆ จากที่คิดไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ก็เลื่อนมาตลอด ถ้ายังไม่ได้ทำงานตอนนี้ก็อาจจะบวช"


 


ต่อข้อซักถามว่า ทั้งฟิล์มและแอนนี่พูดไม่ตรงกันในหลายประเด็น แสดงว่าต้องมีฝ่ายหนึ่งพูดโกหก ฟิล์มกล่าวว่า "ผมคิดว่าน่าจะเป็นการเข้าใจกันมากกว่า"



ต่อข้อซักถามว่า เสี่ยอู๊ด สิทธิกร บุญฉิม ประธานกรรมการบริษัท ไดมอนด์ฮิลล์ จำกัด ที่เคยตกเป็นข่าวกรณีมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฟิล์ม ได้เขียนจดหมายมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แสดงความเห็นกรณีแอนนี่กับฟิล์ม โดยมอบให้เลขาส่วนตัว ระบุอยากให้ฟิล์มยกบ้านที่เคยซื้อให้ ให้เป็นของลูกชายแอนนี่ ฟิล์มกล่าวว่า "ตรงนี้ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ความจริงจะปกป้องเราเอง"



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าว ฟิล์มมีหน้าอิดโรย และดวงตาบวมช้ำเนื่องจากร้องไห้อย่างหนัก พร้อมทั้งท่าทางอิดโรย ทั้งนี้ระหว่างการแถลงข่าว นักร้องหนุ่มพูดด้วยเสียงสั่นเครือและอาการสะอื้นร้องไห้



ที่มา : มติชน ออนไลน์

Click here to Read more...



ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับประมูล 3จี ยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง กทช.รับทำตามศาล

ผู้สื่อข่าวในเวลา 09.00 น. ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำสั่งกรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ยื่นอุทธรณ์ เพื่อขอทุเลาคำสั่งศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ชะลอการเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี ออกไป จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้อง คณะกรรมการ กทช.ไม่มีอนุญาตเปิดประมูล ทำให้ต้องเลื่อนการประมูล 3จี ออกไปเป็นวันที่ 20 ก.ย. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีตัวแทนของทั้ง 2 ฝ่าย ทยอยเดินทางมาที่ศาลปกครองกลางแล้ว เพื่อรอฟังคำสั่ง

ต่อมา ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับประมูล 3จี ยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ทั้งนี้ นายพนา ทองมีอาคม กรรมการ กทช. เผยว่า กทช.จะยุติดำเนินการเรื่อง 3จี ตามคำสั่งศาล จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น.



Click here to Read more...

เผยคำสั่ง ผบช.ภ.6 ให้ "พล.ต.ต.เพ็ชร์ลูก เสียงก้อง" ผบก.จ.ตาก ผู้อื้อฉาวแสดงบทเลิฟซีนกับตำรวจสาวหน้าห้อง ช่วยราชการ บช.ภ.6 เวลา 90 วัน และให้ "พล.ต.ต.จำลอง น้อมเศียร" ผบก.สส.ภ.6 รักษาราชการแทน ชี้ ผลสอบพบภาพในคลิปตามข้อร้องเรียน "พล.ต.ต.เพ็ชร์ลูก" ประพฤติไม่เหมาะสมในเชิงชู้สาวกับลูกน้อง หากอยู่ในตำแหน่งจะเกิดความเสียหายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินทางวินัย

       

       วันนี้(22 ก.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.สุรสีห์ สุนทรศารทูล ผบช.ภ.6 ได้มีคำสั่ง บช.ภ.6 ที่ 279/2553 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ โดยคำสั่งระบุว่า ให้พล.ต.ต.เพ็ชร์ลูก เสียงก้อง ผบก.จ.ตาก ไปปฏิบัติราชการที่ บช.ภ.6 มีกำหนด 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2553 เป็นต้นไป

       

       ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ ผบช.ภ.6 ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีได้รับหนังสือร้องเรียนโดยใช้นามว่า “ตำรวจหญิงชั้นผู้น้อย” ร้องเรียนพฤติการณ์ พล.ต.ต.เพ็ชร์ลูก พร้อมแนบสำเนาภาพถ่าย และซีดีบันทึกภาพ ประกอบคำร้องเรียน ประกอบกับ ผบช.ภ.6 ได้หนังสือร้องเรียนจากผู้ใช้นามว่า “สื่อมวลชน จ.ตาก” ร้องเรียนมาเช่นกัน

       

       อย่างไรก็ตาม ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าภาพถ่าย และภาพในซีดีคือ พล.ต.ต.เพ็ชร์ลูก ซึ่งมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในเชิงชู้สาวกับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยมีความเห็นว่า หาก พล.ต.ต.เพ็ชร์ลูก ยังเป็น ผบก.จ.ตาก จะเกิดความเสียหายและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางวินัย จึงให้มาช่วยราชการที่ บช.ภ.6 เป็นเวลา 90 วัน โดยให้ พล.ต.ต.จำลอง น้อมเศียร ผบก.สส.ภ.6 รักษาราชการแทนในตำแหน่งในตำแหน่ง ผบก.จ.ตาก

       

       สำหรับประวัติ พล.ต.ต.เพ็ชร์ลูก เสียงก้อง ผบก.ภ.จว.ตาก จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน รุ่นที่ 27 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.วุฒิ พัวเวส ที่ปรึกษา(สบ10) และยังได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ของรุ่น พล.ต.ต.เพ็ชร์ลูก ยังเคยถูกสำรองราชการเมื่อปี 2540 เนื่องจากถูกร้องเรียนว่าเข้าเล่นการพนันในบ่อนประเทศกัมพูชา และได้กลับมารับราชการต่ออีก โดยขณะที่ได้ดำรงตำแหน่ง ผกก.สน.อุดมสุข ปี 2545 ก็ยังถูกตั้งกรรมการทางวินัย หลังถูกร้องเรียนกรณีที่ตบหน้าลูกน้อง และลอบเล่นการพนันในที่ทำงาน จึงถูกย้ายไปเป็นผู้กำกับที่ จ.ปราจีนบุรี สำหรับตำแหน่ง ผบก.จ.ตาก เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นเด็กของ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม และ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์



ที่มา manager Online


Click here to Read more...





ผ่าประเด็นร้อน

       

       ข่าวอาวุธสงครามประเภทลูกยิงระเบิดอาร์พีจีจำนวนกว่า 30 ลูก กระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 8 พันนัด และกระสุนอาร์ก้าอีกจำนวนหนึ่ง โดยอาวุธดังกล่าวถูกขโมยไปจากค่ายทหาร ศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี เมื่อกลางดึกวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รวมทั้งนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ยอมรับข่าวดังกล่าวและสั่งให้มีการสอบสวนหาคนร้ายภายใน 7-8 วัน โดยมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือคนใน หรือ “เกลือเป็นหนอน” ซึ่งหมายความว่าต้องเป็น “ทหาร” ด้วยกันเองอย่างแน่นอน

       

       เชื่อว่าหลายคนในสังคมที่ได้รับรู้ข่าวนี้จะมีหลากหลายอารมณ์ระคนกัน ทั้งเห็นว่า “ห่วยแตก” หวาดกลัว โกรธ ฯลฯ เพราะก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าอาวุธที่หายไปดังกล่าวอยู่ในค่ายทหารที่รับรู้กันว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดในลักษณะ “เขตทหารห้ามเข้า” ซึ่งมันก็ต้องเป็นแบบนั้นเพราะนี่คืออาวุธสงครามร้ายแรง

       

       อย่างไรก็ดีเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแบบนี้ก็ต้องมีการสอบสวนหาความจริงว่าใครเป็นคนเอาไป และเอาไปได้อย่างไร ขณะเดียวกันจะต้องมีคนที่รับผิดชอบ และจะต้องพิจารณาว่ามีใครบ้าง

       

       ต้องยอมรับว่ากรณีดังกล่าวมีความพยามบิดบังไม่ให้สังคมภายนอกได้รับรู้ แต่ในที่สุดเรื่องก็เกิดแดงขึ้นมาจนต้องมีการสั่งให้มีการสอบสวนและหาคนรับผิดชอบขึ้นมาภายหลัง

       

       ขณะเดียวกันหากตั้งข้อสังเกตอีกแง่มุมหนึ่งจะพบว่าวันเกิดเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน และบังเอิญว่าเกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 กันยายน ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร และเกิดขึ้นก่อนการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ต้องการจัดงานครบรอบ 4 เดือนของการถูกสลายการชุมนุมจากการก่อเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมาด้วย

       

       แม้ว่าในเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปเชื่อมโยงกันได้ เพราะต้องรอผลการสอบสวนให้ชัดเจนเสียก่อน อีกทั้งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายก็ไม่ควรไปปรักปรำใครล่วงหน้า

       

       หากกล่าวสำหรับ ศูนย์สงครามพิเศษ ดังกล่าวขื้นตรงต่อหน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยบังคับบัญชากำลังรบพิเศษทั้งหมด ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ไม่ธรรมดา” และการแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดก็ต้อง “พิเศษ” ตามไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาถือว่า “ขึ้นตรง” ต่อ ผู้บัญชาการทหารบก นั่นย่อมหมายความว่าต้องได้รับความไว้วางใจอย่างใกล้ชิดอย่างแน่นอน

       

       แต่คำถามก็คือเมื่อทุกอย่าง “พิเศษ” ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์ “ปล้น” กันในค่ายทหารแบบนี้ หากพิจารณาอีกมุมหนึ่งถือว่ามาตรการในการรักษาความปลอดภัยล้วน “หละหลวม” ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องตั้งคำถามควบคู่กันไปก็คือหาก “เกลือเป็นหนอน” ก็อาจจะหวังผลได้สองอย่างคือหนึ่ง เป็นฝีมือของ “ทหารแตงโม” และสองนำอาวุธเหล่านั้นไปก่อการร้าย ซึ่งผลจากการลงมือดังกล่าวล้วนมุ่งดิสเครดิตกับผู้บังคับบัญชาไล่ขึ้นไปตั้งแต่ผู้บังคับหน่วย ไปจนถึงผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และระดับสูงสุดคือ รัฐบาล เหมือนกับการตบหน้าในลักษระที่ว่าแม้แต่ค่ายทหารยังรักษาอาวุธเอาไว้ไม่ได้

       

       สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกประการหนึ่งก็คือ หน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ ที่ถือว่าอยู่ในเขตทหารและมีอาวุธถูกขโมยในคลังแสง ว่าเป็นสิ่งเกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อแล้ว แต่ถ้าพลิกย้อนกลับไปดูตัวบุคคลที่เป็นทหารที่สังกัดในหน่วยงาน “พิเศษ” เหล่านี้ และในยุคที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคนเดียวกันนี้ ก็ยังมาเกี่ยวข้องกับกรณี “ล่าสังหาร” เมื่อเดือนเมษายน 2552 ในคดีลอบสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการออกหมายจับผู้ต้องหาที่เป็นทหารหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ คือ จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา และจากกรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ ลพบุรี ซึ่งจนบัดนี้ยังหายเข้ากลีบเมฆ

       

       เมื่อมาปะติดปะต่อกับเหตุการณ์ขโมยอาวุธที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุด ที่มีข่าววงในระบุว่าอาวุธที่หายไปล้วนเป็นอาวุธที่ในภาษาทหารเรียกว่า “อาวุธนอกอัตรา” ซึ่งหมายถึงปืนและอาวุธที่ไม่อยู่ในสารบบใช้สำหรับภารกิจ “ลับพิเศษ” มันยิ่งทำให้น่าหวาดหวั่นมากขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เกิดภาพลบต่อเนื่อง และสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระดับผู้บังคับบัญชาได้อย่างดี

       

       ดังนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการนอกเหนือจากการสอบสวนหาข้อเท็จจริง หาตัวคนร้ายและต้องตามหาอาวุธร้ายแรงที่หายไปกลับคืนมาสู่การควบคุมของทางการโดยเร็วที่สุดแล้ว กรณีที่เกิดขึ้นยังต้องถามหาความรับผิดชอบโดยเฉพาะระดับผู้บังคับบัญชาที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะในเบื้องต้นถือว่าไร้ประสิทธิภาพในการควบคุม

       

       ส่วนจะถึงขั้นระดับใดบ้างก็ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนตามลำดับชั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าได้สะท้อนประสิทธิภาพ และทำลายภาพลักษณ์ลงไปไม่น้อย !!






ที่มา : manager Online

Click here to Read more...


สังคมไต้หวันกำลังเผชิญปัญหา"วิกฤติการเล่นชู้"อัตราการหย่าร้างพุ่ง ผลการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคู่สมรสพบ ภรรยา 1 ต่อ 3 คน อาจแต่งงานกับชายอื่นหากมีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง...

เอเอฟพีรายงานว่า ผลการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคู่สมรสชาวไต้หวันจำนวน 1,076 คน โดยกองทุนเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมยุคสหัสวรรษ ซึ่งส่งเสริมคุณค่าครอบครัว พบว่า ในจำนวนภรรยา1 ต่อ 3 คน อาจแต่งงานกับชายอื่นหากมีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง และทั้งฝ่ายสามีกับภรรยาที่ต่างยอมรับว่าเคยนอกใจคบกิ๊ก 9.1 % โดยกลุ่มที่อ้างเหตุผลว่าเป็นการเล่นเกมส์และไม่ต้องคิดมากพบ 11.5 % ทั้งนี้ อัตราการหย่าร้างในไต้หวันพุ่งสูงขึ้นตลอดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเป็น 11.1 % รวมถึงสังคมกำลังเผชิญปัญหา “วิกฤติการเล่นชู้”


ที่มา : ไทยรัฐ


Click here to Read more...




ญาติผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี ร้องมูลนิธิปวีณาช่วย รับน้องตายคาเรือนจำ

วันนี้ (1 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จ.ปทุมธานี มีญาติผู้ต้องขัง 4 ราย เดินทางมาร้องทุกข์กับ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิฯ กรณีญาติซึ่งเป็นผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดสมุทรสงคราม ย้ายให้ไปอยู่ที่เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเพื่อนผู้ต้องขังรวม 38 คน เมื่อไปถึงกลับถูกผู้ต้องขังเก่าในเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรีรุมเข้าทำร้าย อ้างว่า เป็นการรับน้องใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 1 ราย บาดเจ็บสาหัสอีกเป็นจำนวนมาก เหตุเกิดวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยรายที่ 1 น.ส.ศิริรัตน์ ปั้นหยา อายุ 27 ปี แจ้งว่า สามีตนชื่อ นายศราวุฒิ ถวายนาค อายุ 29 ปี ต้องโทษในคดียาเสพติด อีก 4 เดือนจะพ้นโทษ วันเกิดเหตุขณะกำลังอาบน้ำ สามีถูกนักโทษเจ้าถิ่นเข้ารุมทำร้ายแทงบริเวณลำคอทะลุหลอดลมเสียชีวิต ตามร่างกายพบบาดแผลถูกของมีคมแทงทั่วร่าง ขณะนี้ศพตั้งสวดพระอภิธรรมอยู่ที่วัดท่าพูด ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม

รายที่ 2 น.ส.สุขหทัย โพธิสวรรค์ อายุ 41 ปี แจ้งว่า หลานชาย อายุ 21 ปี เป็นหนึ่งในผู้ต้องขังที่ย้ายมาจากเรือนจำจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า หลังเกิดเหตุตนไม่สามารถติดต่อหลานชายได้ ยังไม่ทราบชะตากรรมว่า เป็นอย่างไรบ้าง รายที่ 3 น.ส.แอ๋ม (นามสมมติ) อายุ 31 ปี แจ้งว่า สามีถูกรุมทำร้ายโดยเจ้าถิ่นใช้มีดปาดที่ลำคอได้รับบาดเจ็บสาหัส รายที่ 4 นางเอี่ยม แซ่จิ๋ว อายุ 59 ปี แจ้งว่า ลูกชาย อายุ 29 ปี ถูกแทงที่หลังทะลุปอด บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน

หลังได้ข้อมูล นางปวีณาได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกับขอให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ก่อนจะเดินทางมาที่วัดท่าพูด ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม เพื่อให้ผู้เสียหายแจ้งความ และนำศพไปชันสูตรเพื่อหาหลักฐานการตาย ทั้งนี้ ได้เรียกร้องไปยังรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมหาคนผิดมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนด้วย.


ที่มา : เดลินิวส์

Click here to Read more...